ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ของเรา
ภาคีความร่วมมือ

















































 
ประสบการณ์การดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
ระหว่างปี 2544-2550


 

สุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง
กนกนารถ งามเนตร

อาชีวอนามัยสำคัญอย่างไรกับแรงงานนอกระบบในประเทศไทย

           แรงงานนอกระบบมักประสบปัญหาที่สำคัญในเรื่องการไม่เป็นที่รับรู้ของสังคม ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม ปราศจากความมั่นคงในการทำงาน ไม่สามารถเข้าถึงการประกันสังคมทำให้ขาดหลักประกันในชีวิต เข้าไม่ถึงทรัพยากรและการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่มีองค์กรตัวแทนทำให้ขาดอำนาจการเจรจาต่อรอง รวมทั้งมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานและสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
           ในปี 2544 Homenet ได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส) ศึกษาปัญหาสุขภาพผู้ทำการผลิตที่บ้านภายใต้การดำเนินงานของนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมกับNGOs คณะศึกษาได้ทำการศึกษาปัญหากลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านจำนวน 6 กลุ่ม ที่ประกอบอาชีพต่างๆ คือ การผลิตบรอนซ์ เย็บผ้า เจียระไนพลอย ทอผ้า ผสมเมล็ดพันธุ์ และการถักแหอวน จากผลการศึกษาพบว่าอันตรายในการประกอบอาชีพ ประกอบด้วย
           - อัตรายทางด้านกายภาพ ปัญหาที่มักเกิดขึ้น คือ ฝุ่น ชนิดต่างๆ เช่น ฝุ่นไม้ ฝุ่นฝ้าย และละออง
สารเคมี ปัญหา แสง เสียง และความร้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
           - อันตรายจากเครื่องมือเครื่องจักร แม้ว่าลักษณะการรับงานไปทำที่บ้านจะใช้เครื่องจักรที่ไม่มาก
นัก แต่ก็พบว่าแรงงานจำนวนไม่น้อยได้รับอุบัติเหตุจากการใช้เครื่องมือ เครื่องจักร โดยเฉพาะกลุ่มผลิตบรอนซ์
           - อันตรายจากสารพิษสารเคมี ทั้งที่ได้รับผล จากการสัมผัสและ การสะสมในร่างกายรวมทั้ง
ผลกระทบต่อครอบครัวที่อยู่ร่วมกันอีกด้วย
           - อันตรายทางด้านการยศาสตร์ ผู้ทำงานมักประสบปัญหาปวดเมื่อยส่วนต่างๆของร่างกาย มา
จากท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง และการนั่งทำงานติดต่อกันเวลานาน
           - อันตรายทางด้านสุขภาพจิต ต้องเผชิญกับความเครียดจากหลายสาเหตุ เช่นการทำงาน การเร่ง
ส่งงานให้ทันกำหนด คุณภาพของงาน ค่าจ้าง และความไม่แน่นอนของปริมาณงาน สิ่งทีสำคัญคือสิ่งเหล่านี้มีผลต่อภาวะครอบครัวเช่นกัน

           ในปี 2545 จึงจัดทำโครงการนำร่องจัดอบรมให้ความรู้และพัฒนาคู่มือการอบรมสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับผู้รับงานและผู้ทำการผลิตที่บ้านขึ้นมา ซึ่งจากการดำเนินงานโครงการดังกล่าวทำให้พบข้อจำกัดของการดำเนินงานคือ ผู้รับงานและผู้ผลิตอยู่ที่บ้านต้องทำงานเลี้ยงชีพทำให้ไม่มีเวลาในการดูแลสุขภาพ ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่ใช้ในการจัดการดูแลสุขภาพ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ที่เกี่ยวข้อง บุคคลากรจากภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น ชุมชนยังขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่มีความรู้ในเรื่องมาตรการเฝ้าระวัง การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญยังมีจำกัด ขาดการศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งขาดสื่อและเครื่องมือในการอบรมเผยแพร่ และยังไม่มีกลไกภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติที่รับผิดชอบดูแลโดยตรง

           โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบจึงถูกพัฒนาขึ้น เพื่อแก้ไขข้อจำกัดข้างต้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้สำนักความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพ 2 เป็นโครงการต่อเนื่องระยะเวลา 3 ปี เริ่มดำเนินงานเมื่อเดือนมีนาคม 2547 – กุมภาพันธ์ 2550 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเป็นแรงงานนอกระบบ 3 กลุ่ม คือ แรงงานนอกระบบในภาคการเกษตร ภาคการผลิต และภาคบริการ
วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ การพัฒนารูปแบบการคุ้มครองทางสังคมแก่แรงงานนอกระบบ การสร้างความตระหนักและจิตสำนึกต่อการมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพให้กับแรงงานนอกระบบ ครอบครัว ผู้ว่าจ้างและชุมชน ทำการปรับปรุงระบบริการสุขภาพให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพและคุ้มครองคุณภาพชีวิตแก่แรงงานนอกระบบและการเสริมสร้างความเข็มแข็งให้แก่ภาคีความร่วมมือระดับต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโยบายที่เหมาะสมแก่แรงงานนอกระบบ


การดำเนินงานของโครงการอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก 5 ประเด็น


           1. การพัฒนานโยบายสาธารณะสำหรับแรงงานนอกระบบ ดำเนินงานโดยการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กฎหมาย และมาตรการในการคุ้มครองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของแรงงานนอกระบบ
           2. การสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพของแรงงานนอกระบบ ดำเนินงานโดยการพัฒนาระบบหรือรูปแบบการดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานของแรงงานนอกระบบ
           3. การสร้างความเข็มแข็งให้กับแรงงานนอกระบบ ชุมชนและสังคมในการสร้างสิ่งแวดล้อมให้
เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ดำเนินงานโดยการพัฒนาชุมชน กลุ่ม เครือข่าย และองค์กรที่เกี่ยวข้องให้มีความพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งสนับสนุนการขยายผลการดำเนินงานไปยังแรงงานนอกระบบกลุ่มอื่นๆ
           4. การพัฒนาทักษะการดูแลสุขภาพและพัฒนาชีวิตแรงงานนอกระบบ ดำเนินงานโดยการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานและคุณภาพชีวิตการทำงานของแรงงานนอกระบบ
           5. การปรับปรุงระบบบริการสุขภาพที่มีอยู่ให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพแรงงานนอกระบบ

พื้นที่เป้าหมาย


           กลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีแรงงานอยู่จำนวนมาก หรือ ลักษณะการทำงานมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายจากการทำงานสูง รวมทั้งมีผู้นำ และหน่วยงานในท้องถิ่นมีความสนใจกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมดำเนินการ จำนวน 67 กลุ่ม กระจายอยู่ใน 17 จังหวัดของภาคเหนือ อีสาน กลาง/กทม. และภาคใต้

เครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการดำเนินโครงการ


• ประเมินสภาพแวดล้อม และความเสี่ยงในกระบวนการทำงานของกลุ่มเป้าหมาย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัย และเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นเพื่อจัดทำฐานข้อมูลเบื้องต้น ก่อนเริ่มดำเนินการ
• วิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัยของกลุ่ม โดยใช้ วิธีการ Job Safety Analysis (JSA)
• คู่มือการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานของผู้ทำการผลิตที่บ้าน (WISH) และรูปแบบการปฏิบัติที่ดี (Best Practice)
• วิเคราะห์ปัญหา โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของคณะทำงานและแกนนำในชุมชน Participatory Action Research (PAR)
• พัฒนาหลักสูตรการวิเคราะห์การปรับปรุงสภาพการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด ( Clean Technology)
• นำคู่มือการดำเนินงานสถานที่ทำงานน่าอยู่น่าทำงานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขมาประยุกต์และกำหนดตัวชี้วัดในการดำเนินการของกลุ่ม
• จัดทำโปสเตอร์ความปลอดภัยในการทำงานสำหรับกลุ่มผู้ผลิตที่บ้าน 6 อาชีพ และจัดทำโปสเตอร์รณรงค์ เรื่องสุขภาพความปลอดภัยให้ผู้นำไปใช้ในการเป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้
• ผลิตสื่อ บทรายการวิทยุเรื่องการดูแลสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานเผยแพร่ทางวิทยุชุมชน และหอกระจ่ายข่าวในหมู่บ้าน
• กำหนดกติกาความปลอดภัยร่วมกันในกลุ่มเพื่อเป็นแนวทางในการประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม
• ออกแบบ checklist สำหรับผู้นำกลุ่มและ อาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานของทุกกลุ่ม
• เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ทีมนักวิชาการในพื้นที่ และผู้นำร่วมกันออกแบบและจัดทำ ระบบฐานข้อมูลแรงงานนอกระบบระดับตำบล เพื่อใช้ใน การวางแผนงาน และเผยแพร่ข้อมูลของแต่ละพื้นที่
การดำเนินงาน

การดำเนินกิจกรรมของโครงการมี 2 แนวทาง


1. การดำเนินกิจกรรมโครงการในพื้นที่เป้าหมาย
• จัดอบรมเสริมสร้างความรู้ ความตระหนักในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานให้แก่กลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยใช้เทคนิค WISH และ JSA
• ทบทวนความรู้ ความเข้าใจและจัดทำกติกาสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานให้กลุ่มเป้าหมายเดิม
• ฝึกอบรมผู้นำเครือข่ายให้สามารถเป็นวิทยากรด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานสำหรับผู้ทำงานที่บ้าน
• สนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ปรับปรุงสภาพการทำงานและใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
• จัดตั้งและขยายเครือข่ายแรงงานนอกระบบโดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของแรงงานนอกระบบเน้นเรื่องสุขภาพความปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพของสมาชิกเครือข่าย
• จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรณณรงค์ของเครือข่ายระดับภาคและระดับชาติ ส่งเสริมการหนุนช่วยของผู้นำระหว่างภาค
• อบรมทักษะการรณรงค์นโยบายสาธารณะ ให้แก่ผู้นำเครือข่ายระดับชาติ
• จัดเวทีประชุมติดตามข้อเสนอด้านนโยบายและกฎหมาย

2. การสร้างความตระหนักต่อผู้กำหนดนโยบาย

• จัดประชุมทำความเข้าใจโครงการและสร้างความตระหนักในเรื่องอาชีวอนามัยสำหรับแรงงานนอกระบบให้กับคณะทำงานโครงการรวมถึงหน่วยราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่เป้าหมาย
• พัฒนาให้เกิดกลไกการทำงาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแผนงาน 2 ระดับ คือ คณะทำงานนโยบาย (ระดับจังหวัด) เพื่อกำกับนโยบายของแผนงานและสนับสนุนงานวิชาการ และเชื่อมโยง ประสานงานระหว่างแผนงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และคณะทำงานปฏิบัติ (ระดับพื้นที่) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการกิจกรรม พัฒนาสุขภาพความปลอดภัยของกลุ่มผู้ทำการผลิตที่บ้าน
• ร่วมกับ อบต.เพื่อนำร่องการพัฒนานโยบายการสร้างเสริมสุขภาพ แรงงานนอกระบบระดับตำบล
เพื่อให้อบต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในพื้นที่ได้พัฒนาบทบาทในการสนับสนุนและ ส่งเสริมแรงงานนอกระบบอย่างรอบด้าน
• จัดทำพื้นที่ต้นแบบในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของแรงงงานนอกระบบในรูปแบบ ต่างๆ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในโครงการ


1. มีพื้นที่ต้นแบบในการจำนวน 12 แห่ง ที่มีรูปแบบของความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ ที่มีการส่งเสริมในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานนอกระบบ
2. ขยายและเกิดเครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคการผลิต กล่าวคือเกิดเครือข่ายผู้ทำการผลิตในภาคกลาง ส่วนเครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคการผลิตในภาค เหนือ ใต้ อีสาน แล กรุงเทพมหานคร ก็มีการขยายสมาชิกเพิ่มขึ้น ในปัจจุบันเครือข่ายแรงงานนอกระบบมีจำนวนสมาชิก 150 กลุ่มมีสมาชิกประมาณ 7,000 คน
3. มีภาคีความร่วมมือในการสร้างเสริมสุขภาพในระดับจังหวัด และระดับพื้นที่
ซึ่งมีหน่วยงานหลักคือสาธารณสุขจังหวัด อำเภอ ตำบล เป็นแกนนำในการดำเนินงาน สร้างกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ และผลักดันนโยบายระดับจังหวัด
4. อบต. บางแห่งมีการบูรณาการการส่งเสริมอาชีพและการสร้างเสริมสุขภาพความ
ปลอดภัยในการทำงานเข้าเป็นแผนงานของอบต.
5. มีการรวบรวมองค์ความรู้ สื่อ นวัตกรรมต่างๆในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้กับการดำเนิน
โครงการ เช่น การโครงการที่ทำงานน่าอยู่น่าทำงาน
6. เกิดเครือข่ายนักวิชาการในระดับท้องถิ่น เช่น นักวิชาการจากโรงพยาบาล เข้าร่วมสนับสนุนและดำเนินงานกับโครงการ รวมทั้งนำความรู้ เช่น เทคนิค WISH ไปบรรจุเป็นหัวข้อในการเรียนการสอนนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาล เป็นต้น
6. มีการขยายผลการดำเนินงานไปยังกลุ่มอื่นๆที่สนใจ ในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง
7. สามารถขยายผลแนวคิดวิธีการเรื่องเทคโนโลยีสะอาดจากกลุ่มนำร่องมาใช้กับกลุ่มอื่น ๆ

บทเรียนจากการทำงาน
           จากประสบการณ์ดังกล่าวสามารถสรุปเป็นบทเรียนในการทำงานที่สำคัญ คือ

           1. ประเด็นสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานสามารถ เป็นentry point ที่ดีในการทำงาน คือสามารถทำให้แรงงานนอกระบบเข้าใจถึงสภาพปัญหาของตนเอง และความแตกต่างในการคุ้มครองระหว่างแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบที่รัฐมีให้ อันนำไปสู่การตระหนักถึงสิทธิของตนในฐานะที่เป็นแรงงานมากยิ่งขึ้น

           2. เรื่องสุขภาพและความปลอดภัยซึ่งเป็นประเด็นมนุษยธรรม สามารถสร้างความตระหนักของสังคมและสาธารณชน ทำให้สังคมเข้าใจถึงปัญหา ความยากลำบาก และความไม่เป็นธรรมที่แรงงานนอกระบบต้องเผชิญอยู่

           3. เป็นประเด็นที่มีความเป็นไปได้ในการเรียกร้องความรับผิดชอบของผู้ว่าจ้างและรัฐ แม้รัฐจะยังไม่สามารถคุ้มครองค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และสร้างหลักประกันทางสังคมประการอื่น ๆ ให้แก่แรงงานนอกระบบแต่อย่างน้อยที่สุดแรงงานนอกระบบก็น่าจะมีความปลอดภัยในการทำงาน

           4. ความตระหนักและการมีส่วนร่วมของผู้นำและสมาชิกกลุ่มแรงงานนอกระบบ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานนอกระบบ เนื่องจากในบริบทของสังคมไทยปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนตัวอื่น ๆ คือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานรับไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2547 และกฎกระทนวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานภาคเกษตรกรรม พ.ศ. 2548 แม้จะมีสาระในการคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานสำหรับแรงงานนอกระบบทั้งสองกลุ่มนี้ แต่ก็ไม่มีกลไกและมาตรการใด ๆ เพื่อการคุ้มครองอย่างแท้จริง จึงมีแต่เพียงความตระหนักของผู้นำและสมาชิกกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย การปรับปรุงกระบวนการผลิตแลเทคโนโลยีการผลิตให้ปลอดภัย( CT – Clean Technology ) การใช้อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยส่วนบุคคล ( PPE - Personal Protection Equipment ) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และการติดตามประเมินผลสภาพความปลอดภัยในการทำงานของกลุ่มอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

           5. เนื่องจากการทำงานสร้างความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานนอกระบบ เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค วิชาการ และองค์ความรู้เฉพาะ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนจึงมีความจำเป็นต้องสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ เครื่องมือ หลักสูตร เรื่องสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ โดยพัฒนาและปรับปรุงขึ้นมาจากองค์ความรู้ในเรื่องความปลอดภัยในการทำงานที่สถาบันวิชาการ และหน่วยงานของรัฐ ได้แก่ สถาบันความปลอดภัย และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเคยใช้อยู่เดิมกับแรงงานในโรงงาน และในสถานประกอบการขนาดเล็ก
          
           6. กระบวนการทำงานเพื่อที่จะพัฒนาสุขภาพความปลอดภัยของแรงงานนอกระบบนั้น ไม่สามารถจะกระทำได้ด้วยองค์กรพัฒนาเอกชนเพียงลำพัง เนื่องจากปัญหาสุขภาพความปลอดของแรงงานนอกระบบมีมิติของความซับซ้อน จึงจำเป็นจะต้องสร้างภาคีความร่วมมือของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบโดยตรง เช่น หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงแรงงาน หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม กฎหมาย และสังคม เพื่อนำเอาทักษะ ความเชี่ยวชาญของแต่ละส่วนมาบูรณาการเข้าด้วยกัน
          
           7. เพื่อที่จะให้เกิดหลักประกันความยั่งยืนต้องมีการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย เช่น ในระดับชาติ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพและเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ร่วมกันผลักดันนโยบายของกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการและคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานนอกระบบ คือ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข ยกร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน และเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับต่าง ๆ เช่น พ.ร.บ. ประกันสังคม ส่วนในระดับท้องถิ่น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพได้ไปทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล เพื่อให้มีนโยบาย แผนงาน งบประมาณและข้อบัญญัติท้องถิ่นที่สนับสนุนสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานนอกระบบ

***********************************************************


**************************