พื้นที่เป้าหมาย
กลุ่มแรงงานนอกระบบ
ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปี
และมีแรงงานอยู่จำนวนมาก หรือ ลักษณะการทำงานมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายจากการทำงานสูง
รวมทั้งมีผู้นำ และหน่วยงานในท้องถิ่นมีความสนใจกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมดำเนินการ
จำนวน 67 กลุ่ม กระจายอยู่ใน 17 จังหวัดของภาคเหนือ อีสาน กลาง/กทม.
และภาคใต้
เครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการดำเนินโครงการ
ประเมินสภาพแวดล้อม และความเสี่ยงในกระบวนการทำงานของกลุ่มเป้าหมาย
โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัย และเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นเพื่อจัดทำฐานข้อมูลเบื้องต้น
ก่อนเริ่มดำเนินการ
วิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัยของกลุ่ม โดยใช้ วิธีการ Job
Safety Analysis (JSA)
คู่มือการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานของผู้ทำการผลิตที่บ้าน (WISH)
และรูปแบบการปฏิบัติที่ดี (Best Practice)
วิเคราะห์ปัญหา โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของคณะทำงานและแกนนำในชุมชน
Participatory Action Research (PAR)
พัฒนาหลักสูตรการวิเคราะห์การปรับปรุงสภาพการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด
( Clean Technology)
นำคู่มือการดำเนินงานสถานที่ทำงานน่าอยู่น่าทำงานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขมาประยุกต์และกำหนดตัวชี้วัดในการดำเนินการของกลุ่ม
จัดทำโปสเตอร์ความปลอดภัยในการทำงานสำหรับกลุ่มผู้ผลิตที่บ้าน 6
อาชีพ และจัดทำโปสเตอร์รณรงค์ เรื่องสุขภาพความปลอดภัยให้ผู้นำไปใช้ในการเป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้
ผลิตสื่อ บทรายการวิทยุเรื่องการดูแลสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานเผยแพร่ทางวิทยุชุมชน
และหอกระจ่ายข่าวในหมู่บ้าน
กำหนดกติกาความปลอดภัยร่วมกันในกลุ่มเพื่อเป็นแนวทางในการประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม
ออกแบบ checklist สำหรับผู้นำกลุ่มและ อาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานของทุกกลุ่ม
เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ทีมนักวิชาการในพื้นที่ และผู้นำร่วมกันออกแบบและจัดทำ
ระบบฐานข้อมูลแรงงานนอกระบบระดับตำบล เพื่อใช้ใน การวางแผนงาน และเผยแพร่ข้อมูลของแต่ละพื้นที่
การดำเนินงาน
การดำเนินกิจกรรมของโครงการมี 2 แนวทาง
1. การดำเนินกิจกรรมโครงการในพื้นที่เป้าหมาย
จัดอบรมเสริมสร้างความรู้ ความตระหนักในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานให้แก่กลุ่มเป้าหมายใหม่
โดยใช้เทคนิค WISH และ JSA
ทบทวนความรู้ ความเข้าใจและจัดทำกติกาสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานให้กลุ่มเป้าหมายเดิม
ฝึกอบรมผู้นำเครือข่ายให้สามารถเป็นวิทยากรด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานสำหรับผู้ทำงานที่บ้าน
สนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ปรับปรุงสภาพการทำงานและใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
จัดตั้งและขยายเครือข่ายแรงงานนอกระบบโดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของแรงงานนอกระบบเน้นเรื่องสุขภาพความปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพของสมาชิกเครือข่าย
จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรณณรงค์ของเครือข่ายระดับภาคและระดับชาติ
ส่งเสริมการหนุนช่วยของผู้นำระหว่างภาค
อบรมทักษะการรณรงค์นโยบายสาธารณะ ให้แก่ผู้นำเครือข่ายระดับชาติ
จัดเวทีประชุมติดตามข้อเสนอด้านนโยบายและกฎหมาย
2. การสร้างความตระหนักต่อผู้กำหนดนโยบาย
จัดประชุมทำความเข้าใจโครงการและสร้างความตระหนักในเรื่องอาชีวอนามัยสำหรับแรงงานนอกระบบให้กับคณะทำงานโครงการรวมถึงหน่วยราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ในพื้นที่เป้าหมาย
พัฒนาให้เกิดกลไกการทำงาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแผนงาน 2
ระดับ คือ คณะทำงานนโยบาย (ระดับจังหวัด) เพื่อกำกับนโยบายของแผนงานและสนับสนุนงานวิชาการ
และเชื่อมโยง ประสานงานระหว่างแผนงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และคณะทำงานปฏิบัติ
(ระดับพื้นที่) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการกิจกรรม พัฒนาสุขภาพความปลอดภัยของกลุ่มผู้ทำการผลิตที่บ้าน
ร่วมกับ อบต.เพื่อนำร่องการพัฒนานโยบายการสร้างเสริมสุขภาพ แรงงานนอกระบบระดับตำบล
เพื่อให้อบต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในพื้นที่ได้พัฒนาบทบาทในการสนับสนุนและ
ส่งเสริมแรงงานนอกระบบอย่างรอบด้าน
จัดทำพื้นที่ต้นแบบในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของแรงงงานนอกระบบในรูปแบบ
ต่างๆ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในโครงการ
1. มีพื้นที่ต้นแบบในการจำนวน 12 แห่ง ที่มีรูปแบบของความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆในพื้นที่
ที่มีการส่งเสริมในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานนอกระบบ
2. ขยายและเกิดเครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคการผลิต กล่าวคือเกิดเครือข่ายผู้ทำการผลิตในภาคกลาง
ส่วนเครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคการผลิตในภาค เหนือ ใต้ อีสาน แล กรุงเทพมหานคร
ก็มีการขยายสมาชิกเพิ่มขึ้น ในปัจจุบันเครือข่ายแรงงานนอกระบบมีจำนวนสมาชิก
150 กลุ่มมีสมาชิกประมาณ 7,000 คน
3. มีภาคีความร่วมมือในการสร้างเสริมสุขภาพในระดับจังหวัด และระดับพื้นที่
ซึ่งมีหน่วยงานหลักคือสาธารณสุขจังหวัด อำเภอ ตำบล เป็นแกนนำในการดำเนินงาน
สร้างกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ และผลักดันนโยบายระดับจังหวัด
4. อบต. บางแห่งมีการบูรณาการการส่งเสริมอาชีพและการสร้างเสริมสุขภาพความ
ปลอดภัยในการทำงานเข้าเป็นแผนงานของอบต.
5. มีการรวบรวมองค์ความรู้ สื่อ นวัตกรรมต่างๆในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้กับการดำเนิน
โครงการ เช่น การโครงการที่ทำงานน่าอยู่น่าทำงาน
6. เกิดเครือข่ายนักวิชาการในระดับท้องถิ่น เช่น นักวิชาการจากโรงพยาบาล
เข้าร่วมสนับสนุนและดำเนินงานกับโครงการ รวมทั้งนำความรู้ เช่น เทคนิค
WISH ไปบรรจุเป็นหัวข้อในการเรียนการสอนนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาล เป็นต้น
6. มีการขยายผลการดำเนินงานไปยังกลุ่มอื่นๆที่สนใจ ในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง
7. สามารถขยายผลแนวคิดวิธีการเรื่องเทคโนโลยีสะอาดจากกลุ่มนำร่องมาใช้กับกลุ่มอื่น
ๆ
บทเรียนจากการทำงาน
จากประสบการณ์ดังกล่าวสามารถสรุปเป็นบทเรียนในการทำงานที่สำคัญ
คือ
1.
ประเด็นสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานสามารถ เป็นentry point ที่ดีในการทำงาน
คือสามารถทำให้แรงงานนอกระบบเข้าใจถึงสภาพปัญหาของตนเอง และความแตกต่างในการคุ้มครองระหว่างแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบที่รัฐมีให้
อันนำไปสู่การตระหนักถึงสิทธิของตนในฐานะที่เป็นแรงงานมากยิ่งขึ้น
2.
เรื่องสุขภาพและความปลอดภัยซึ่งเป็นประเด็นมนุษยธรรม สามารถสร้างความตระหนักของสังคมและสาธารณชน
ทำให้สังคมเข้าใจถึงปัญหา ความยากลำบาก และความไม่เป็นธรรมที่แรงงานนอกระบบต้องเผชิญอยู่
3.
เป็นประเด็นที่มีความเป็นไปได้ในการเรียกร้องความรับผิดชอบของผู้ว่าจ้างและรัฐ
แม้รัฐจะยังไม่สามารถคุ้มครองค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และสร้างหลักประกันทางสังคมประการอื่น
ๆ ให้แก่แรงงานนอกระบบแต่อย่างน้อยที่สุดแรงงานนอกระบบก็น่าจะมีความปลอดภัยในการทำงาน
4.
ความตระหนักและการมีส่วนร่วมของผู้นำและสมาชิกกลุ่มแรงงานนอกระบบ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานนอกระบบ
เนื่องจากในบริบทของสังคมไทยปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนตัวอื่น
ๆ คือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานรับไปทำที่บ้าน
พ.ศ. 2547 และกฎกระทนวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานภาคเกษตรกรรม
พ.ศ. 2548 แม้จะมีสาระในการคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานสำหรับแรงงานนอกระบบทั้งสองกลุ่มนี้
แต่ก็ไม่มีกลไกและมาตรการใด ๆ เพื่อการคุ้มครองอย่างแท้จริง จึงมีแต่เพียงความตระหนักของผู้นำและสมาชิกกลุ่มแรงงานนอกระบบ
ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย การปรับปรุงกระบวนการผลิตแลเทคโนโลยีการผลิตให้ปลอดภัย(
CT Clean Technology ) การใช้อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยส่วนบุคคล
( PPE - Personal Protection Equipment ) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
และการติดตามประเมินผลสภาพความปลอดภัยในการทำงานของกลุ่มอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
5.
เนื่องจากการทำงานสร้างความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานนอกระบบ เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค
วิชาการ และองค์ความรู้เฉพาะ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนจึงมีความจำเป็นต้องสร้างและพัฒนาองค์ความรู้
เครื่องมือ หลักสูตร เรื่องสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ
โดยพัฒนาและปรับปรุงขึ้นมาจากองค์ความรู้ในเรื่องความปลอดภัยในการทำงานที่สถาบันวิชาการ
และหน่วยงานของรัฐ ได้แก่ สถาบันความปลอดภัย และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเคยใช้อยู่เดิมกับแรงงานในโรงงาน
และในสถานประกอบการขนาดเล็ก
6.
กระบวนการทำงานเพื่อที่จะพัฒนาสุขภาพความปลอดภัยของแรงงานนอกระบบนั้น
ไม่สามารถจะกระทำได้ด้วยองค์กรพัฒนาเอกชนเพียงลำพัง เนื่องจากปัญหาสุขภาพความปลอดของแรงงานนอกระบบมีมิติของความซับซ้อน
จึงจำเป็นจะต้องสร้างภาคีความร่วมมือของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบโดยตรง
เช่น หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงแรงงาน หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุข
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน
ทั้งด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม กฎหมาย และสังคม เพื่อนำเอาทักษะ ความเชี่ยวชาญของแต่ละส่วนมาบูรณาการเข้าด้วยกัน
7.
เพื่อที่จะให้เกิดหลักประกันความยั่งยืนต้องมีการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย
เช่น ในระดับชาติ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพและเครือข่ายแรงงานนอกระบบ
ร่วมกันผลักดันนโยบายของกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการและคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานนอกระบบ
คือ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข ยกร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
และเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับต่าง ๆ เช่น พ.ร.บ. ประกันสังคม ส่วนในระดับท้องถิ่น
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพได้ไปทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล เพื่อให้มีนโยบาย แผนงาน
งบประมาณและข้อบัญญัติท้องถิ่นที่สนับสนุนสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานนอกระบบ
***********************************************************
|