ความสำคัญของการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทยกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ
กว่า 4
ทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศของไทยได้มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมาโดยตลอดนั้น
ได้ส่งผลต่อการปรับโครงสร้างการพัฒนาประเทศทั้งด้านสังคม การเมืองและโดยเฉพาะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากนโยบาย กฎหมายและมาตรการของรัฐได้ให้ความสำคัญและเอื้อต่อการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว
นอกจากจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของสังคมไทยจากภาคเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรมหรือเกษตรอุตสาหกรรมแล้ว
ยังทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนไม่สามารถหลีกเลี่ยงในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์การทางการค้า
กลุ่มเศรษฐกิจระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาคและนานาชาติ อาทิ องค์การการค้าโลก
IMF, ADB, World Bank และรวมทั้งการเจรจาข้อตกลงเสรีทางการค้า (Free
Trade Area) ที่รัฐบาลไทยกำลังเจรจากับประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศอเมริกา
ญี่ปุ่น เป็นต้น ในการเจรจากับองค์กรเหล่านี้ทั้งในแง่ความร่วมมือ
ความช่วยเหลือสนับสนุนและการทำธุรกิจร่วมกัน พบว่าประเด็นทางสังคมได้ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศและระหว่างกลุ่มทางเศรษฐกิจต่าง
ๆ มากยิ่งขึ้น เช่น ประเด็นสิทธิแรงงาน ธรรมาภิบาลเชิงประชาธิปไตย
การปลดหนี้ การขจัดความยากจน การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และประเด็นสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานของบริษัทเอกชน ซึ่งจำหน่ายสินค้ายีห้อดัง ๆ
เช่น NIKE ,REBOCK เป็นต้น บริษัทผู้สั่งซื้อส่วนใหญ่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานของตนเอง
หรือที่เราเรียกกันว่า จริยธรรมทางการค้า หรือ Code of Conduct โดยนำเงื่อนไขทางสังคมและสิทธิแรงงานมากำหนดเป็นมาตรฐานของบริษัทตนเอง
เพื่อใช้กับบริษัทผู้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทได้ปฏิบัติ พร้อมกับสร้างระบบติดตามเพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ปฏิบัติตามมาตรฐานของบริษัท
สำหรับบริษัทที่ไม่มีมาตรฐานของตนเองได้ระบุในเงื่อนไขการสั่งซื้อสินค้าโดยใช้มาตรฐานที่มีอยู่
เช่น มาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพ เช่น ISO 9001-2000 หรือ มาตรฐานสินค้า
เช่น มอก. หรือ อ.ย. รวมทั้งมีมาตรฐานแรงงานว่าด้วยความรับผิดชอบทางสังคม
หรือ SA 8000 ซึ่งคล้ายคลึงกับ มรท. 8001-2546 ของไทย
เราจะเห็นว่าปัจจุบันประเด็นทางสังคมหลายประเด็นได้ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขของการเจรจาต่อรองทางการค้ามากยิ่งขึ้น
ซึ่งหลายฝ่ายได้มีการวิเคราะห์ไว้หลายมิติ เช่น มองว่าเป็นเครื่องมือเพื่อใช้กีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ
หรือเป็นเครื่องมือในการสร้างจุดขายหรือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของบริษัทเอกชนหรือองค์การระดับภูมิภาค
ระดับนานาชาติ หรืออีกมิติหนึ่งมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะใช้เงื่อนไขทางการค้าเป็นเครื่องมือหนึ่งในการผลักดันประเด็นทางสังคมหรือที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นความตระหนักหรือความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทเอกชน
แต่อย่างไรก็ตาม
มาตรฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม แรงงาน ผู้ประกอบการจริงได้อย่างไร
รวมทั้งประสิทธิภาพของโครงสร้างและระบบติดตามตรวจสอบเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายยังมีคำถาม
และต้องร่วมกันผลักดันต่อไป
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
9 (2545-2549) ภายใต้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง
ยั่งยืน มีเสถียรภาพ รวมทั้งใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจน โดยรัฐบาลได้มีโครงการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่เข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาสินค้าของชุมชน
โดยรัฐสนับสนุนความรู้ใหม่และบริหารจัดการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนกับตลาดในและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้าเครือข่ายและทางอินเตอร์เน็ต
นโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดกลุ่มผลิตของชุมชน ผู้ประกอบการขนาดเล็ก
วิสาหกิจชุมชนจำนวนมากและกลุ่มหันมาสนใจการพัฒนาทักษะฝีมือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง
ๆ ในชุมชนให้เป็นที่ต้องการของตลาด โดยการใช้เครื่องจักรมาใช้เพื่อผลิตให้ได้คุณภาพและปริมาณตามที่ตลาดหรือผู้สั่งซื้อต้องการ
แต่ไม่ได้ให้ความสนใจหรือใส่ใจในการดูแลแรงงานและกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน
และแนวทางการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เน้นความสำเร็จเชิงเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
โดยละเลยการส่งเสริมมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไปนั้นย่อมเกิดผลกระทบทั้งผู้ผลิต
สภาพแวดล้อมชุมชน และประเทศโดยรวม
การส่งเสริมพัฒนาสถานประกอบการวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มที่มีระบบบริหารจัดการแบบครอบครัว
ให้มีระบบการจัดการที่มีมาตรฐาน สามารถพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ มาตรฐานแรงงานและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
จนสามารถยกระดับไปสู่การค้าระหว่างประเทศได้ เป็นเป้าหมายหนึ่งที่หน่วยงานต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจ อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม
กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น หน่วยงานเหล่านี้ควรเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ
สนับสนุน รวมทั้งยกระดับความรู้ แนวคิด การพัฒนามาตรฐานแรงงานไทยไปสู่การกำหนดนโยบายทั้งในระดับประเทศ
รวมถึงการก้าวไปสู่ระดับสากล หากสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายและเกิดผลสัมฤทธิ์จะทำให้เกิดแนวทางใหม่ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมทุกระดับให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม
ยกระดับมาตรฐานแรงงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจตามาตรฐานสากล
มาตรฐานแรงงานไทย
หรือ มรท. 8001-2546 เป็นมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคมของธุรกิจไทย
ซึ่งได้จัดทำขึ้นตามกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทบัญญัติของกฎหมายแรงงานที่ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
สวัสดิการแรงงาน แรงงานสัมพันธ์และความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ตลอดจนอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และองค์การสหประชาชาติดังนั้น
เพื่อให้มีบรรทัดฐานการปฏิบัติต่อแรงงานที่แสดงถึงความรับผิดชอบทางสังคม
อันนำไปสู่การส่งเสริมโอกาสการแข่งขันของธุรกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน
กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมกับองค์กรนายจ้าง
องค์กรลูกจ้าง องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา ได้ร่วมสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคมของธุรกิจไทยขึ้น
เพื่อให้สถานประกอบการใช้เป็นแนวปฏิบัติต่อแรงงาน กรอบปฏิบัติของ มรท.
8001-2546 มี 2 ส่วน 12 ข้อกำหนด ได้แก่ ส่วนที่ 1 การจัดการ คือให้มีระบบการจัดการเพื่อเป็นหลักประกันว่าลูกจ้างจะได้รับการคุ้มครอง
และส่วนที่ 2 การคุ้มครองสภาพการจ้างและสภาพการทำงานของลูกจ้าง ในเรื่องต่าง
ๆ ดังนี้ ได้แก่ การไม่ใช้แรงงานบังคับ ค่าตอบแทนการทำงาน ชั่วโมงการทำงาน
การเลือกปฏิบัติ วินัยและการลงโทษ การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานหญิง
เสรีภาพในการสมาคมและการร่วมเจรจาต่อรอง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมการทำงาน
และสวัสดิการ
ประสบการณ์ของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพในการเชื่อมโยงประเด็นอาชีวอนามัยกับการค้าที่เป็นธรรม
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพหรือรู้จักกันในชื่อโฮมเน็ตประเทศไทยได้ดำเนิน
งานแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานสำหรับแรงงานนอกระบบ:ภาคการผลิต
ระหว่างปี 2547-2550 โดยได้รับสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ตลอดการดำเนินแผนงานฯ 3 ปี ได้เกิดผลสำเร็จในการทำงานด้านสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานหลายส่วนที่สำคัญ
อาทิ หนึ่ง ส่งผลให้กลุ่มแรงงานนอกระบบ 67 กลุ่มที่สามารถจัดการความเสี่ยง
มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานในระดับที่น่าพอใจและมีความเข้าใจเรื่องสิทธิแรงงาน
สอง มี 5 กลุ่มอาชีพพื้นที่นำร่องโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด (Cleaner Technology)
มาพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สาม
มีเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยและศูนย์สุขภาพชุมชนในพื้นที่จำนวน 11 แห่ง
ที่มีศักยภาพในการทำงานด้านอาชีวอนามัยและสามารถเป็นต้นแบบในการเรียนรู้
สี่ มีองค์การบริหารส่วนตำบล 13 แห่ง มีแผนงานสนับสนุนกลุ่มอาชีพในมิติอาชีวอนามัย
และ ห้า มีพื้นที่ต้นแบ 13 พื้นที่ ใน 4 ภูมิภาคที่มีการพัฒนาเรื่องอาชีวอนามัยของกลุ่มแรงงานนอกระบบ
เป็นต้น และยังมีส่วนที่เป็นความสำเร็จสำคัญของแผนงานฯ คือ ความร่วมมือของภาคีไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ
ส่วนกลางและภูมิภาคเข้ามาทำงานร่วมกันในรูปของคณะทำงานชุดต่าง ๆ และอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่แผนงานฯ
ให้ความสำคัญ คือ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ส่งงานไปผลิตตามบ้านหรือเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการนำผลผลิตของกลุ่มไปแปรรูป
รวมทั้งผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เข้าใจ ตระหนักและมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในการสร้างสุขภาพ
ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงานและชุมชนอันจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกไปสู่ท้องตลาดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เบียดเบียนผู้ผลิต
เพราะผู้ผลิตทำงานในสิ่งแวดล้อมที่ดี และได้รับค่าแรงที่เหมาะสม เป็นการค้าที่พยายามสร้างความเป็นธรรม
( Fair Trade) แก่ทุกฝ่ายทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค แผนงานได้ดำเนินงานด้านนี้ในรูปโครงการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทย
(มรท.) กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ และโครงการ OTOP สุขภาพดี
กรณีที่ 1 โครงการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทย (มรท.)
กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ
โครงการฯ
นี้ดำเนินการในปีที่ 3 (2549-2550) ของแผนงานฯ ซึ่งเป็นการริเริ่มแนวคิดและพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำงานผลิตอยู่กับบ้านในการดูแลสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน
โดยมุ่งหวังให้มีผลต่อฝ่ายผู้ประกอบการและผู้ทำการผลิตอยู่กับบ้าน
จึงนำโครงการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทยปี 2546 ที่ว่าด้วยความรับผิดชอบของสถานประกอบการต่อสังคม
(Thai Labour Standard: Social Responsibility หรือ มรท. 8001-2546/
TLS. 8001-2003) มานำร่องเพื่อนำเกณฑ์วัดที่ยอมรับได้ตามหลักการสากลมาใช้กับสถานประกอบการ/วิสาหกิจชุมชนหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
(OTOP) และสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการ
ขั้นตอนการทำงาน
ขั้นตอนที่
1 รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงของกลุ่มเป้าหมาย โดยประสานงานกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
ผู้ประสานงานภาค ผู้ประกอบการ กลุ่มผู้ทำการผลิตที่บ้านและผู้เกี่ยวข้อง
เช่น ผู้ผลิตสินค้าและผู้สั่งซื้อสินค้า
ขั้นตอนที่
2 วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อหาความเป็นไปได้ในการดำเนินงานกับกลุ่มเป้าหมาย
โดยพิจารณาถึงความพร้อม ขีดความสามารถของกลุ่มเป้าหมาย ปัญหาที่จะเกิดขึ้น
วิธีการแก้ไขปัญหาและทำงาน และความเกี่ยวข้องกับกลุ่มแรงงานนอกระบบในรูปแบบใด
ขั้นตอนที่
3 พิจารณาและตัดสินใจเลือกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีกรอบการพิจารณาดังนี้
คือ 1) สถานประกอบกิจการต้องเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก
2) ผู้สั่งซื้อสินค้าหรือผู้เกี่ยวข้องต้องมีมาตรฐานของตนเอง และ 3)
สถานประกอบการต้องมีขีดความสามารถ มีความมุ่งมั่น พร้อมร่วมแก้ไขปัญหา
และมีความเป็นไปได้ในการดำเนินการให้สำเร็จสูง
พิจารณาแล้วได้กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ
4 กลุ่ม ดังนี้ คือ ภาคใต้ กลุ่มรับซื้อน้ำยางสด ตำบลคลองเปียะ อ.จะนะ
จ.สงขลาร่วมกับบริษัทจะนะน้ำยางจำกัด ซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการเครือข่าย
มรท. 8001-2549 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มร้อยพื้นรองเท้า เป็นกลุ่มผู้รับงานมาทำที่บ้าน
บ้านวังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ร่วมกับบริษัท C.K. Shoes จำกัด ได้เข้าร่วมโครงการเครือข่าย
มรท. 8001-2546 และต้องดำเนินการตามมาตรฐานของยี่ห้อ Dr.Martens ภาคเหนือ
เป็นกลุ่มหัตถกรรมประดิษฐ์ของเล่นจากไม้ ของบุญเลิศเกมส์ & ทอยส์
บ้านป่าขาม ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ และกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านของบริษัท
Gerard Collection co.,Ltd. และสมัครเข้าโครงการเครือข่าย มรท. 8001-2546
ภาคกลาง กลุ่มเครื่องทองลงหิน ศูนย์พัฒนาการเครื่องทองลงหิน กรุงเทพฯ
สมัครเข้าโครงการเครือข่าย มรท. 8001-2546
ขั้นตอนที่
4 การกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงพฤติกรรมบุคคลและองค์กร
โดยผู้รับผิดชอบโครงการร่วมมือกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
4 พื้นที่ ได้ใช้วิธีการลงเยี่ยมพูดคุยกับเจ้าของสถานประกอบการ ผู้รับผิดชอบในสถานประกอบการ
กลุ่มผู้ทำการผลิตที่บ้าน เพื่อให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้คำปรึกษา
ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความไว้วางใจ พร้อมกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของมาตรฐานแรงงานไทย
และประโยชน์ต่อธุรกิจและคนทำงาน
ขั้นตอนที่
5 สร้างกระบวนการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงพฤติกรรมบุคคลและองค์กร
โดยผู้รับผิดชอบโครงการลงเยี่ยมเยียน พูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสถานประกอบการและกลุ่มผู้ทำการผลิตที่บ้าน
การสำรวจความต้องการ ประชุมจัดทำแผนร่วมกัน จัดฝึกอบรมให้ความรู้ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน
ประชุมหารือกับที่ปรึกษาโครงการเครือข่าย มรท. 8001-2546 หรือประชุมร่วมกับนายจ้าง
เจ้าของสถานประกอบการ เพื่อรับฟังปัญหาให้คำแนะนะและหาวิธีการแก้ไขปัญหา
ประชุมแจงผลการดำเนินงานให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบเป็นระยะ และประสานความร่วมมือกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ
เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวัตถุประสงค์จนกระทั่งได้รับการรับรองมาตรฐาน
สถานะปัจจุบันของสถานประกอบการและกลุ่มผู้ทำการผลิตที่บ้านที่เข้าร่วมโครงการฯ
กลุ่มผู้ทำการผลิตที่บ้านได้รับการฝึกอบรมให้ความรู้
มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน พร้อมมีเครื่องมือ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเพื่อการทำงานที่ปลอดภัย
สำหรับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเครือข่าย
มรท. 8001-2546 นั้นมีสถานะไม่เท่ากัน ได้แก่ บริษัท C.K. Shoes ได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล
สถานีอนามัยในพื้นที่จัดฝึกอบรมให้ความรู้เรื่องสุขภาพความปลอดภัยให้แก่สมาชิกลุ่มเย็บพื้นรองเท่าบ้านวังชัย
และอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อการรับรองมาตรฐาน บริษัทจะนะน้ำยาง
จำกัด อยู่ระหว่างการตรวจเพื่อออกใบรับรอง มรท. 8001 - 2546 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน
(SMEs /OTOP) เครื่องทองลงหิน อยู่ระหว่างสรุปผลการดำเนินการก่อนของการรับรองมาตรฐาน
และบุญเลิศเกมส์ไม้และทอยส์ อยู่ระหว่างการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน
บทเรียนที่ได้
1.การเลือกผู้หรือองค์กรที่รับผิดชอบโครงการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการดำเนินการ
เช่น ต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องมาตรฐานแรงงานและความรู้อื่น
ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีเครือข่ายการทำงานระดับพื้นที่ และสามารถผลักดันนโยบายได้
แผนงานจึงเลือกผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนามาตรฐานแรงงานเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
2.ผู้ประกอบการ วิสาหกิจ OTOP และ SMEs ยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงต่อเรื่องมาตรฐานแรงงานทำให้กลุ่มเหล่านี้มีความกังวลเรื่องภาระภาษีและภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
3.มาตรฐานแรงงานเป็นเรื่องใหม่สำหรับกลุ่มวิสาหกิจ OTOP และ SMEs ต้องให้ความรู้
ทำความเข้าใจและสร้างความตระหนักเพิ่มขึ้นเพื่อการขยายผลไปสู่สถานประกอบการกิจการอื่น
ๆ
4.เจ้าของสถานประกอบการมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของกลุ่มผู้รับงานมาทำที่บ้านน้อย
เนื่องจากผู้รับผิดชอบโครงการฯ เป็นผู้ดำเนินการและสนับสนุนงบประมาณเป็นหลัก
รวมั้งยังขาดการผลักดันนโยบายที่เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างและพัฒนามาตรฐานในสถานประกอบการ
วิสาหกิจ OTOP และSMEs ในอนาคต
กรณีที่ 2 โครงการ OTOP สุขภาพดี จังหวัดสงขลา
โครงการ OTOP
สุขภาพดี ดำเนินการในปีที่ 3 (2549-2550) ของแผนงานฯ โดยมีสำนักโรคจากการประกอบอาชีพเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
ที่มาและเป้าหมายหลักของการดำเนินโครงการฯ นี้ เนื่องจากกลุ่มอาชีพ
OTOP จำนวนมากได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับการส่งเสริมการตลาดเป็นหลัก
แต่ขาดความรู้ ความตระหนักในเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัยในการทำงานของผู้ผลิต
หรือสมาชิกของกลุ่ม ดังนั้น ทางสำนักโรคฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานต่าง
ๆ เช่น สำนักโรคจากการประกอบอาชีพ พื้นที่ 12 สงขลา เป็นผู้ดำเนินการในจังหวัดสงขลาร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขระดับอำเภอและตำบล
ผู้ประสานงานของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ พื้นที่ภาคใต้และนักวิชาการ
ขั้นตอนและกระบวนการดำเนินงาน
ขั้นตอนที่
1. ประชุมทำความเข้าใจต่อเป้าหมายของโครงการและวางแผนงานสำหรับผู้ทำงานเกี่ยวข้อง
ได้แก่ หน่วยงานสาธารณสุขระดับอำเภอ ตำบล โรงพยาบาลอำเภอ สำนักงานพัฒนาชุมชนและกลุ่ม
OTOP ในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 16 กลุ่ม 8 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา
ขั้นตอนที่
2.หน่วยงานสาธารณสุข ได้แก่ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพ พื้นที่ 12
สงขลา สาธารณสุขอำเภอและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยได้ลงพื้นที่ในกลุ่ม
OTOP ที่เลือกเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสุขภาพ พร้อมให้ความรู้และคำแนะนำแนวทางปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานและการดูแล
ป้องกันสุขภาพ
ขั้นตอนที่
3. สนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้แก่กลุ่ม
OTOP โดยมีเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
ขั้นตอนที่
4. ทีมติดตามประเมินผลของโครงการฯ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักโรคจากการประกอบอาชีพ
พื้นที่ 12 สงขลา เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
พื้นที่ภาคใต้ และนักวิชาการ ลงพื้นที่เพื่อประเมินผลการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานของกลุ่ม
OTOP เป้าหมาย พร้อมให้คำแนะนำ
ขั้นตอนที่
5. พิจารณาคัดเลือกกลุ่มดีเด่น 3 กลุ่ม ที่มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ขั้นตอนที่
6 จัดเวทีผู้เกี่ยวข้องและเสนอผลการดำเนินงาน พร้อมประกาศมอบรางวัยให้แก่กลุ่ม
OTOP ดีเด่น
บทเรียนที่ได้
1.เป็นการริเริ่มในการนำประเด็นอาชีวอนามัยเข้าไปเป็นเป้าหมายหนึ่งในกลุ่ม
OTOP ได้ตระหนักและให้ความสำคัญ
2.เป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย
เช่น หน่วยงานสาธารณสุขทั้งระดับเขต อำเภอ ตำบล รวมทั้งสำนักงานพัฒนาชุมชน
ซึ่งทำเฉพาะการส่งเสริมอาชีพแต่ขาดการเชื่อมโยงกับมิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพ
3.ยังขาดกระบวนการผลักดันรูปธรรม
หรือสิ่งที่ได้ไปสู่การกำหนดนโยบายของรัฐ เช่น การผลักดันให้ประเด็นอาชีวอนามัยเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการคัดสรร
จัดดาวให้แก่กลุ่ม OTOP ระดับจังหวัด ต่อคณะกรรมการ OTOP ระดับจังหวัดสงขลา
หรือการนำประเด็นอาชีวอนามัยเข้าไปเป้าหมายหนึ่งของสหพันธ์กลุ่ม OTOP
4.กลุ่ม OTOP
ที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักต่อเรื่องการดูแลสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานมากขึ้น
สรุป
ประสบการณ์การทำงานของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพต่อเรื่องอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานกับการค้าที่เป็นธรรม
เป็นเพียงการริเริ่มและความพยายามที่จะทำงานกับผู้ประกอบการ นายจ้าง
หรือกลุ่มอาชีพที่มีสถานะเป็นวิสาหกิจหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และสถานประกอบการขนาดกลางและเล็ก
(SMEs) ที่มีการบริหารแบบครอบครัว ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานแรงงาน
หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจของผู้ประกอบการเหล่านี้
พร้อมทั้งตระหนักถึงประโยชน์ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ทำการผลิต
อันเป็นการนำไปสู่การสร้างมาตรฐานของการทำการค้าที่เป็นธรรม (Fair
Trade) แก่ทุกฝ่าย
|