ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ มีการจัดประชุมสัมมนาด้านแรงงานหลายเรื่องทั้งในระดับประเทศ
ระดับภูมิภาค และระดับสากล เช่น เรื่องสถานการณ์แรงงานนอกระบบและแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เรื่อง ทิศทางและแนวโน้มในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานในบริบทของอาเซียน
และ ขบวนการสหภาพแรงงานสากลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: โครงสร้างและยุทธศาสตร์
เมื่อวันที่ 27 28 พฤศจิกายน ซึ่งทั้ง 3 เรื่องจัดโดยมูลนิธิ ฟรีดริค
เอแบร์ท และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มีการประชุม เรื่อง อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานและการค้าที่เป็นธรรม
ระหว่างวันที่ 16 18 พฤศจิกายน โดย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
และเครือข่ายผู้รับงานไปทำที่บ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่อง
คนงานหญิงในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน โดยคณะกรรมการแรงงานหญิงแห่งเอเชีย
(Committee for Asian Women ) และเครือข่ายการรณรงค์ Clean Cloth Campaign
จัดสัมมนาระหว่างวันที่ 26 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
ถ้าดูจากหัวข้อการสัมมนาจะเห็นว่าประเด็นในการสัมมนาต่างๆ
นั้นดูเหมือนจะมีอยู่หลายประเด็นตามความสนใจและประสบการณ์ของผู้จัด
แต่เมื่อเข้าร่วมในการสัมมนาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าทุกเรื่องมีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน
กล่าวคือ ผลพวงของการพัฒนาในกระแสโลกาภิวัฒน์และการกำหนดเขตการค้าเสรี
(FTA) ทำให้กลุ่มทุนพยายามปรับตนเองเพื่อให้สามารถแข่งขันได้โดย ปรับสภาพการจ้างงานให้เป็นแบบยืดหยุ่น
มีการเหมาช่วงงานหรือส่งงานออกไปทำนอกโรงงาน หรือใช้แรงงานข้ามชาติ
การปรับสภาพการจ้างในหลายรูปแบบนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อคนทำงานโดยเฉพาะแรงงานหญิงให้ได้รับค่าแรงที่ต่ำ
มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน มีความเสี่ยงจากสภาพการทำงาน และขาดความรู้สึกมั่นคงในการทำงาน
ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยห่างกันมาก จำนวนแรงงานนอกระบบและแรงงานข้ามชาติมีเพิ่มขึ้นจนมีขนาดที่ใหญ่กว่าแรงงานในระบบ
โดยเฉพาะในประเทศไทยในจำนวนผู้มีงานทำประมาณ 35.5 ล้านคนนั้นเป็นแรงงานในระบบและข้าราชการเพียง
13.5 ล้านคนที่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายและระบบประกันสังคม และอีกประมาณ
22 ล้านคนเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฏหมายแรงงาน
และไม่มีประกันสังคม ต้องเผชิญกับการทำงานหนักโดยมีชั่วโมงการทำงาน
5 11 ชั่งโมงต่อวัน ค่าแรงที่ได้รับก็เป็นรายชิ้นและค่อนข้างต่ำ
เช่นงานเย็บรองเท้าได้ค่าแรงคู่ละ 4 บาท เย็บผ้าได้ค่าแรงตัวละ 3
8 บาท เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีแรงงานข้ามชาติอีกประมาณ 2 ล้านคน ที่ต้องเผชิญปัญหาที่รุนแรงกว่าแรงงานนอกระบบ
เช่น ถูกคุกคามจากตำรวจ ได้ค่าแรงต่ำ ทำงานหนักที่แรงงานไทยไม่นิยมทำ
เช่นงานประมง และลูกจ้างทำงานบ้าน ถูกจำกัดสิทธิในการเดินทาง การสื่อสาร
และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม
นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างให้มีลักษณะยืดหยุ่นและหันไปใช้แรงงานนอกระบบและแรงงานข้ามชาติเพื่อลดค่าใช้จ่าย
และไม่ต้องรับผิดชอบมาตรฐานในการทำงานตามกฎหมาย ทั้งสภาพการทำงานและสวัสดิการแล้ว
ผลจากกระแสโลกาภิวัฒน์และการกำหนดเขตการค้าเสรียังเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนใช้กลยุทธ์ของการย้ายฐานการผลิตเพื่อลดค่าใช้จ่าย
และหลีกหนีการต่อรองของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในกรณีของอุตสาหกรรมสิ่งทอ
ซึ่งสร้างงานและหล่อเลี้ยงคนงานหญิงในประเทศไทยมาประมาณ 3 ทศวรรษแล้ว
ได้เริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกและมีมาตรฐานการทำงานที่ต่ำกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน
เช่นเวียดนาม และกำพูชา มีการประมาณการกันว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอจะย้ายฐานการผลิตส่วนใหญ่ไปอยู่ในจีนและอินเดีย
โดย 50% ของมูลค่าการนำเข้าสิ่งทอในอเมริกาและยุโรปจะมาจากจีน เพราะที่ประเทศจีนนั้นแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
กล่าวคือได้รับค่าแรงต่ำ มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน มีความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
และไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่คนทำงานจะต้องเผชิญนั้นมีหลากหลายมิติมากขึ้นทั้งรูปแบบการจ้างงานจากในระบบเป็นนอกระบบ
หรือการใช้แรงงานข้ามชาติมาทำงานแทน รวมทั้งการย้ายฐานการผลิตจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง
ด้วยแนวทางเช่นนี้เมื่อมีการเรียกร้องมากขึ้นจากแรงงานในระบบกลุ่มทุนก็จะปรับไปจ้างแรงงานนอกระบบและแรงงานข้ามชาติ
เมื่อแรงงานนอกระบบและแรงงานข้ามชาติประเทศใด เรียกร้องให้มีการคุ้มครองทางกฏหมายและสวัสดิการมากขึ้นกลุ่มทุนก็ถือโอกาสย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทน
หนทางของการอยู่รอดที่แรงงานจะไม่ต้องทนอยู่ในสภาพที่ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือตกงานจึงมิมีทางเลือกอื่นใดนอกจากการรวมพลังกันเพื่อรักษาสิทธิ
ของตนให้ได้รับสภาพการจ้างที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน และ ได้รับค่าแรงและสวัสดิการที่เป็นธรรมจากกลุ่มทุน
และการรวมตัวกันนั้นก็มิสามารถจะจำกัดอยู่เฉพาะแวดวงและอนาเขตของตนได้
แรงงานทั้งหลายต้องเปิดใจให้กว้าง และตระหนักว่า แรงงานทั้งผองพี่น้องกัน
โดยไม่เลือกว่าจะทำงานอยู่ในรูปแบบ หรือเชื้อชาติใด
การปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ที่จะต้องเผชิญ และช่วยกันผลักดันให้เกิดการรวมพลังอย่างเข้มแข็งในมวลหมู่
คนทำงานในลักษณะเดียวกัน และการรวมพลังข้ามรูปแบบการจ้างงาน ทั้งในและนอกระบบ
และแรงงานข้ามชาติ นอกจากนั้นการประสานงานและร่วมมือกันระหว่างขบวนการแรงงานทั้งระดับ
ระหว่างประเทศ ภูมิภาค และสากล จะช่วยยกระดับการรณรงค์ต่อสู้ให้เป็นการต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน
ซึ่งจะช่วยให้แรงงานมีอำนาจในการต่อรองเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันขบวนการแรงงานก็ต้อง
สามัคคีกับกลุ่มผู้บริโภคและประชาสังคมให้สนับสนุนการค้า-ขายที่เป็นธรรม
ลดการเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มทุน เพื่อให้สังคมที่เราอยู่นี้ เกิดความเป็นธรรม
และมีการกระจายทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเท่าเทียม
|