ในการสัมนา เรื่อง ทิศทางและแนวโน้มในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานในบริบทของอาเซียน
ซึ่งจัดโดย มูลนิธิฟรีดริด เอแบร์ท และกระทรวงแรงงาน ของประเทศไทยเมื่อวันที่
27 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมเซนจูรี่ ปาร์ค กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมสัมนาประมาณ
180 คน จากสหภาพแรงงานและตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานในเมืองไทยประมาณ
150 คน และตัวแทนจากสหภาพแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชนในภูมิภาคอาเซียนอีกประมาณ
30 คน การสัมมนาในวันนั้นค่อนข้างมีสีสัน เพราะได้ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
ว่าที่เลขาธิการอาเซียนคนใหม่ ที่จะเข้ารับตำแหน่งในต้นปีหน้า มาจับเข่าคุยกับผู้แทนเหล่านั้น
ดร.สุรินทร์ เริ่มต้นการสัมมนาด้วยการกล่าวถึงการรวมตัวกันของชุมชนอาเซียนว่าประกอบด้วยพันธะกิจ
3 ด้านคือ ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ซึ่งที่ผ่านมามีการสร้างกลไกทางเศรษฐกิจขึ้นมาหลายด้านแต่ภาคประชาชน
องค์กรพัฒนาเอกชน และ สหภาพแรงงานยังมีส่วนร่วมด้วยน้อย ในขณะเดียวกันการพัฒนาด้านสังคมและวัฒนธรรมก็ไม่สามารถทำให้
ประชาชน 556 ล้านคนของอาเซียนมีอัตตาลักษณ์ และภูมิใจร่วมกันว่าเป็นประชาชนในชุมชนอาเซียน
ทำให้การพัฒนาของอาเซียนห่างไกลจากภาคประชาสังคมที่แท้จริงและไม่ได้สร้างดุลยภาพทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแก่ประชาชนของอาเซียน
การสร้างการแข่งขันด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมามีแนวทางที่จะแข่งขันกันลงเหว
คือแข่งกันในเรื่องการมีค่าแรงที่ต่ำสุด ให้สวัสดิการสังคมที่ต่ำสุด
ไม่สนใจปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา ไม่ต้องมีมาตรฐานแรงงานตามหลักสากล
เพื่อลดต้นทุนการผลิต และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผลของการพัฒนาในทิศทางนี้ทำให้ประชาชนในอาเซียนมีการเติบโตที่ไม่เท่าเทียมกัน
มีการเอาเปรียบกันเองภายในแต่ละประเทศ ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยสูงขึ้นมาก
คนที่จนมีรายได้เฉลี่ยประมาณปีละ 209 อเมริกันดอลลาร์( หรือประมาณ
7,000 บาท) ส่วนคนที่รวยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 300,000 อเมริกันดอลลาร์
(หรือประมาณ 10 ล้านบาท)
ดร.สุรินทร์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
จากรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่จัดทำขึ้นในการประชุมที่กรุงลิสบอน
ประเทศโปรตุเกส พบว่าที่กระแสโลกาภิวัฒน์ยังมีการขยายตัวที่รวดเร็วและรุนแรง
มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นมาก ในขณะเดียวกันช่องว่างต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมากด้วยเช่นกัน
ความเป็นธรรม และความเท่าเทียมในสังคมมีความก้าวหน้าน้อยมาก โดยเฉพาะสังคมอาเซียน
ประเด็นที่สำคัญที่เกิดขึ้น คือสภาพการจ้างงานที่เปลี่ยนไป เศรษฐกิจภาคนอกระบบเติบโตขึ้นมาก
มีแรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติเกิดขึ้นมาก แรงงานเหล่านี้ไม่มีสถิติที่แน่นอน
ไม่มีสวัสดิการสังคม ไม่มีการต่อรองร่วมกัน แต่แรงงานเหล่านี้ได้มีส่วนในการสร้างความเติบโตและการแข่งขันทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
และที่สำคัญโครงข่ายความมั่นคงทางสังคมที่จัดให้สำหรับแรงงานเหล่านี้มีความก้าวหน้าน้อยมากทั้งการบริการทางสุขภาพ
และ การคุ้มครองทางสังคมอื่น ๆ หลักการงานที่มีคุณค่าขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่จะช่วยให้มั่นใจว่าการเคลื่อนตัวของกระแสโลกาภิวัฒน์เป็นไปอย่างเป็นธรรมนั้นไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลจากฝ่ายปกครอง
ซึ่งถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ความทุกข์ยากของแรงงานเหล่านั้นก็จะส่งผลกลับมาเป็นความทุกข์ยากของพวกเราทุกคน
สิ่งสำคัญที่ดร.สุรินทร์ปิดท้ายการพูดคุยในวันนั้นคือ
ในระยะต่อไปการพัฒนาด้านสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียนจะช่วยให้อาเซียนสามารถรวมกันได้เข้ม
แข็งขึ้น ถ้าสังคมขาดเสรีภาพ และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน สังคมก็สิ้นหวัง
ความก้าวหน้าที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัฒน์ นั้นก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่
ทกวันนี้เราทุกคนไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวได้ ดังนั้นตัวเขาเองในฐานะเลขาธิการอาเซียนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยลำพัง
พี่น้องแรงงาน นักวิชาการและ องค์กรพัฒนาเอกชนต้องมาช่วยกันสร้างเครือข่ายธรรมมาภิบาลให้เกิดขึ้น
เพื่อร่วมกันทำงานให้เกิดความเท่าเทียมแก่ประชาชนซึ่งมีความหลากหลายของสังคมอาเซียน
จากความคิดเห็นของดร.สุรินทร์
พิศสุวรรณ Christopher Ng เลขาธิการภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ของ UNI APRO
ได้เสนอต่อที่ประชุมในวันนั้นว่า ถ้าคนงานในอาเซียนมุ่งหวังที่จะเห็นชีวิตที่ดีกว่า
และได้รับสิทธิด้านแรงงานเท่าเทียมกันกัน ทุกคนก็ต้องมาช่วยกันผลักดันให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เอื้อต่อการลงทุนที่ดี
และ มีสันติสุขร่วมกัน ต้องสร้างให้แรงงานมีความสมานฉันท์ และเป็นหุ้นส่วนทางสังคมอย่างแท้จริง
นอกจากนั้นยังต้องช่วยกันผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ยอมรับกับทิศทางการพัฒนาเช่นนี้
โดยยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหภาพแรงงานและบริษัท ในขณะเดียวกัน
สหภาพแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องควรจะมีเวทีหารือกันอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อแบ่งปันข้อมูลและร่วมกันแสวงหาแนวทางที่จะช่วยให้เกิดกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้
|