ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ของเรา
ภาคีความร่วมมือ
 
นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพ
       เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้นและพยายามลดต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม ...อ่านต่อ
******************************************************
แรงงานนอกระบบผิดหวัง สิทธิประกันสังคม!!

          เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา นายรักษ์ศักดิ์ โชคชัยสถิต ผู้อำนวยการ โครงการขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ กระทรวงแรงงาน กล่าวในที่ประชุมเรื่อง "ความก้าวหน้าในการจัดสวัสดิการสังคมแก่แรงงานนอกระบบในประเทศไทย" ว่า

ในขณะนี้ กลุ่มแรงงานนอกระบบสามารถใช้สิทธิ์ในการประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 40 ได้ทันที โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันสังคมเป็นจำนวนเงิน 3,360 บาท ต่อคนต่อปี หรือ 280 บาทต่อเดือน โดยได้รับสิทธิประโยชน์ 3 ข้อ คือ สิทธิในการคลอดบุตร ทุพลภาพ และถึงแก่ชีวิต

แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์จากการได้รับการประกันสังคมทั้ง 3 ข้อดังกล่าวนั้น
ยังไม่ครอบคลุมหรือตอบสนองความต้องการของกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งต้องการสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการได้เงินประกันสังคมจากกรณีว่างงาน ตกงาน หรืออยู่ระหว่างการรองานใหม่ การได้เงินทดแทนจากการขาดรายได้เมื่อยามเจ็บได้ป่วย และกรณีชราภาพ
เป็นต้น


แรงงานนอกระบบกับการขยายความคุ้มครองประกันสังคม
บทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐไทย

ในประเทศไทยแรงงานนอกระบบซึ่งประกอบด้วย แรงงานในภาคเกษตร ผู้ผลิต.....อ่านต่อ


          ในปี 2540 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้านได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรประสานงาน ส่งเสริม และพัฒนา รวมทั้งการรณรงค์ในระดับนโยบายในเรื่องของผู้รับงานไปทำที่บ้าน โดยดำเนินงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายผู้รับงานไปทำที่บ้านในภาคต่างๆ และในกรุงเทพมหานคร ซึ่งในปัจจุบันมีสำนักงานย่อยประจำภูมิภาคทั้งหมด 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง/กทม ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้

สถานภาพทางกฎหมาย
          ในปี 2546 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ ภายใต้ชื่อ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (มพอ.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางดำเนินงานของสมาชิกเครือข่ายแรงงานนอกระบบ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมพัฒนาและแสวงหาทรัพยากรให้แก่องค์กรสมาชิกและผู้รับงานไปทำที่บ้านด้วย

กลุ่มเป้าหมาย
มูลนิธิดำเนินงานกับกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านทั้งประเภท ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Self-employed) และผู้รับงานไปทำที่บ้านในลักษณะการรับเหมาช่วง (Subcontracting) จากการรวบรวมข้อมูลของสมาชิก พบว่าลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่ประกอบอาชีพอิสระเป็นสตรีที่อยู่ในวัยกลางคน มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีรายได้จากการประกอบอาชีพอยู่ในระหว่าง 4,000 – 5,000 บาทต่อเดือน มักประสบปัญหาด้านการตลาดในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขาดแคลนเงินทุนในการดำเนินงาน ขาดความรู้ในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่ประกอบอาชีพรับเหมาช่วงการผลิต เป็นผู้มีอายุในวัยกลางคน มีการศึกษาในระดับประถมศึกษา มีรายได้จากการประกอบอาชีพอยู่ในระหว่าง 3,000 – 4,000 ต่อเดือน ปัญหาหลักที่พบคือ รายได้ไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากความไม่แน่นอนของปริมาณงาน งานที่ได้รับ ค่าจ้างที่ต่ำ ไม่สามารถต่อรองราคาค่าจ้าง ส่งผลให้ต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงาน เพื่อเพิ่มรายได้ ทำให้ประสบปัญหาในเรื่องสุขภาพสืบเนื่องจากการทำงาน นอกจากนี้ยังประสบปัญหาความปลอดภัยในการทำงาน เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันตนเอง และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน ซึ่งมักเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว มักประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน นอกจากนี้ยังขาดทรัพยากรในการพัฒนาทักษะ ฝีมือ และประสบปัญหาการถูกโกงค่าแรง เนื่องจากไม่มีสัญญาจ้าง ขาดความรู้ในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
1. ให้การศึกษาและเผยแพร่ความรู้แก่แรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพ การบริหารธุรกิจ ความปลอดภัย สุขภาพอนามัย สวัสดิการ ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. ส่งเสริมให้แรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการได้รวมกลุ่ม ตลอดจนประสานความร่วมมือกับองค์กรของรัฐ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน
3. เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของแรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ ตลอดจนชุมชนและสังคม
4. ส่งเสริมงานวัฒนธรรมและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น
5. เพื่อดำเนินการสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

 

ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน
          มูลนิธิได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานด้านต่างๆ ในการส่งเสริมและพัฒนารวมทั้งการรณรงค์ด้านนโยบายเพื่อให้เกิดการคุ้มครองแก่ผู้ผลิตระดับล่างที่อยู่ในสภาพด้อยโอกาสทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมเหล่านี้ ประกอบด้วย
1. การศึกษาและวิจัย มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญในการงานศึกษาวิจัยและมีผลงานวิจัยในด้านต่างๆ อาทิ ผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจต่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน การศึกษารูปแบบการคุ้มครองทางสังคม การศึกษา ปัญหาสุขภาพความปลอดภัยจากการทำงานของผู้ทำงานในภาคเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ
2. การสร้างเสริมศักยภาพของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ประกอบด้วยการพัฒนาความรู้ ความสามารถในด้านการรวบรวมกลุ่ม ความเป็นผู้นำ การพัฒนาความรู้ด้านกฎหมาย การพัฒนาทักษะการจัดการธุรกิจขนาดเล็กขนาดย่อม การพัฒนาการตลาด
3. การส่งเสริมและการพัฒนาด้านการคุ้มครองทางสังคมเพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคมสำหรับผู้ที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจ ไม่เป็นทาง
4. การรณรงค์ในเรื่องนโยบายการส่งเสริมและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน