| นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะของแรงงาน
นอกระบบ
เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
แี้ม้ว่าแรงงานนอกระบบจะมีบทบาทในการสร้างการผลิตใกล้เคียงกับกำลังแรงงานที่อยู่ในระบบ
(TDRI ได้ประมาณการขนาดรายได้ของแรงงานนอกระบบ
ว่ามีมูลค่าประมาณ 2.33 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ)
แต่ยังไม่ได้รับการดูแล คุ้มครองจากนโยบายและกฎหมายของประเทศ และยังประสบปัญหาต่างๆ
ดังนี้
ปัญหาความมั่นคงในการประกอบอาชีพและสวสัดิการสังคม
แรงงานนอกระบบไม่มีงานที่ต่อเนื่อง ได้ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม ต้องทำงานหนัก
ไม่มีวันหยุด มีชั่วโมงการทำงานยาวนานกว่าแรงงานทั่วไป ขาดหลักประกันทางสังคม
เข้าไม่ถึงระบบประกันสังคม และไม่มีสวัสดิการอื่นใด เนื่องจากขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย
ปัญหาความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสม
จากการดัดแปลงบ้านที่อยู่อาศัยให้เป็นที่ทำงาน โดยขาดความรู้ ความเข้าใจและความตระหนักที่เพียงพอในเรื่องสุขภาพความปลอดภัย
หรือจากอุปกรณ์การทำงานที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ และท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม
ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการปวดเมื่อย รวมทั้งการทำงานไม่ต่อเนื่อง
ได้รับค่าตอบแทนต่ำจึงต้องทำงานต่อเนื่องยาวนาน ไม่มีการจัดเวลาพักผ่อนที่เหมาะสม
แรงงานส่วนใหญ่ (ร้อยละ70.6) ใช้บริการในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ขณะที่ สิทธิตามบัตรทองมีข้อจำกัดเรื่องการบริการด้านอาชีวอนามัยและปลอดภัยในการทำงาน
(Occupational Safety and Health : OSH)
สภาพการทำงานของแรงงานนอกระบบที่ไม่มีความมั่นคง ต้องดิ้นรนในการทำงานเพื่อความอยู่รอด
ทำให้ขาดการรวมกลุ่ม ไม่สามารถใช้สิทธิในการต่อรอง
ปัญหาสุขภาพของแรงงานนอกระบบ ยังไม่เป็นที่รับรู้และเข้าใจของสังคมและรัฐบาล
ส่งผลให้ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักในการให้บริการสุขภาพ ทำให้หน่วยงานรัฐกำหนดนโยบายการบริการด้านสุขภาพ
ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้ให้ความสำคัญ
ไม่มีนโยบาย และไม่มีแผนงานเฉพาะในการให้บริการสุขภาพแก่แรงงานนอกระบบ
หน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงแรงงาน ไม่มีสำนักงานระดับอำเภอ
ตำบล หน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับแรงงานนอกระบบ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และสถานีอนามัย แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดข้อมูลพื้นฐานและขาดความเข้าใจในเรื่องปัญหา
ความต้องการของแรงงาน จึงไม่เกิดการตัดสินใจในการกำหนดนโยบาย
หรือออกเทศบัญญัติ
หรือข้อบัญญัติตำบลจัดสรรงบประมาณ สำหรับการดูแล ส่งเสริม พัฒนา และคุ้มครองแรงงานนอกระบบ
สาเหตุหลักของการปัญหา อยู่ที่การขาดนโยบายและกฎหมายที่จะให้การคุ้มครองและการสร้างหลักประกันสังคม
จึงจำเป็นต้องมีนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างสุขภาวะของแรงงานนอกระบบทีสามารถเข้าถึง
ขณะเดียวกันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีนโยบาย
(ระดับท้องถิ่น) เพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาแรงงานนอกระบบในท้องถิ่นของตน
รวมทั้งมีนโยบาย (ระดับชาติ) ที่ส่งเสริม และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สามารถดำเนินการคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาแรงงานนอกระบบอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทรศักราช
2550 มาตรา 44,64 และ84(7) ที่ได้ระบุหลักการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม
มาตรา 51 ที่คุ้มครองสุขภาพ มาตรา 78 (2) และ (3) ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมาตรา
80 (2) และ (4) ระบุถึงบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริม
สนับสนุนและพัฒนาระบบสุขภาพ รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
จึงมีประเด็นเพื่อให้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติพิจารณา
ดังนี้
1. สนับสนุนให้ท้องถิ่นมีนโยบายการจัดการสุขภาวะของแรงงานนอกระบบ
- ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมและสังเคราะห์ประสบการณ์ความสำเร็จ
ในงานสร้างเสริมสุขภาวะของแรงงานนอกระบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เพื่อเป็นต้นแบบในการเรียนรู้และเป็นแนวทางการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ
- สร้างความรู้ ความเข้าใจ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อประเด็นแรงงานนอกระบบในทุกมิติ
เช่น จัดทำและพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการลงทะเบียนแรงงานนอกระบบ เพื่อให้
อปท. เห็นความสำคัญและมีข้อมูลเพียงพอในการออกเทศบัญญัติ และมีแผนงบประมาณในการดูแลแรงงานนอกระบบในพื้นที่
- ให้ อปท. ร่วมกับผู้นำแรงงานนอกระบบ ผู้นำชุมชน
จัดตั้งศูยน์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ดูแล ป้องกัน แก้ไขปัญหา และให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่กลุ่มแรงงานนอกระบบ
- การพัฒนาศักยภาพและการสร้างความเข้มแข็ง
เพื่อสร้างพื้นที่ของแรงงานนอกระบบผ่านกระบวการแผนชุมชน เวทีประชาคม
หรือช่องทางอื่นๆ ที่มี
- ผลักดันให้แก้ไขประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อให้ อปท. ดำเนินการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น
โดยให้องค์กรประกอบของคณะกรรมการฯ มีผู้แทนของกลุ่มเป้าหมาย
ได้แก่ กลุ่มแม่และเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยง
กลุ่มละ 1 คน
- ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
ทบทวนนโยบายและกฎหมาย เพื่อเพิ่มอำนาจองค์กรปกครองท้องถิ่นให้มีบทบาทในการคุ้มครอง
และสร้างหลักประกันทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ให้จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพในชุมชน
ซึ่งทุกฝ่าย คือ แรงงานนอกระบบ ผู้ว่าจ้าง กองทุนหมู่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ร่วมกันจ่ายสมทบและบริหารจัดการกองทุน ซึ่งจะดูแลแรงงานนอกระบบในทุกด้าน
อาทิ สุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน ประกันราคาผลผลิต
การกู้ยืม เป็นต้น
2. ผลักดันนโยบายและกฎหมาย เพื่อคุ้มครองและสร้างหลักประกันทางสังคมแก่แรงงานนอกระบบ
- เร่งมาตรการและกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่
เช่น กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานรับไปทำที่บ้าน
- เร่งกระบวนการออก
พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ.........
ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบ และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการแรงงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เมื่อปลายปี พ.ศ. 2550
- เร่งกระบวนการออกกฎหมายและมาตรการคุ้มครองแรงงานนอกระบบกลุ่มอื่นๆ
เช่น การคุ้มครองการทำสัญญาที่เป็นธรรม เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในระบบพันธะสัญญา
- การแก้ประกันสังคม
มาตรา 6 (4) ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 เพื่อให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ประกันสังคมตามมาตรา
33 รวมทั้งเร่งรัดการแก้ไขปรับปรุง มาตรา 40 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม
พ.ศ.2533 ที่กำลังดำเนินการอยู่
- ให้มีนโยบายและกฎหมายที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม
โดยเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
และคำนึงถึงรายละเอียดที่แตกต่างกันในลักษณะงาน
สภาพการจ้างงานของแรงงานนอกระบบ
- ให้การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ
เช่น ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย
สิทธิการรวมตัวเจรจาต่อรอง สิทธิที่จะได้รับการชดเชยความสูญเสียใดๆ
เนื่องมาจากการทำงาน และสิทธิที่จะได้รับหลักประกันทางสังคมในฐานะที่เป็นแรงงาน
- ส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือ
คุณภาพการผลิต และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแหล่งงาน การตลาด และข้อมูลอื่นๆที่จำเป็น
และมีกองทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาอาชีพ และแก้ปัญหาที่แรงงานนอกระบบเผชิญอยู่
- มีกลไกการบังคับใช้กฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงาน
เพื่อการประสานประโยชน์และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า อันมาซึ่งความขัดแย้งและทำลายความสัมพันธ์ในการจ้างงานระหว่างนายจ้างกับกลุ่มแรงงานนอกระบบ
- คงสิทธิการดูแลสุขภาพในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ไว้เป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานสำหรับแรงงานนอกระบบ ในกรณีเจ็บป่วย
คลอดบุตร และออกแบบรายละเอียดของสิทธิประโยชน์คุ้มครองของกองทุนประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ
ให้เติมเต็มจากการรักษาพยาบาลและบริการทางการแพทย์ เช่น การทดแทนการขาดรายได้ในระหว่างเจ็บป่วย
และระหว่างคลอดบุตร
- ผลักดันให้มีการจัดหลักประกันทางสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ
โดยยึดหลักเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ที่แรงงานทุกคนจ่ายสมทบตามความสามารถและได้รับการคุ้มครองเท่าเทียมกัน
โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในระหว่างแรงงานนอกระบบด้วยกันเองและระหว่างแรงงานในระบบ
โดยรัฐต้องร่วมจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคม
เช่นเดียวกับที่จ่ายสมทบในกองทุนประกันสังคมของแรงงานในระบบ และการกำหนดอัตราสมทบ
ต้องคำนึงความสามารถในการจ่ายและฐานรายได้ที่แท้จริงของแรงงานนอกระบบแต่ละกลุ่ม
มีมาตรการในการเก็บเงินสมทบที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง
และมีมาตรการรองรับในกรณีที่แรงงานนอกระบบไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายสมทบอย่างต่อเนื่อง
เพราะรายได้ไม่สม่ำเสมอ ไม่พอเพียง เช่น มีกองทุนให้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย
รวมทั้งสร้างความเป็นเจ้าของ และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนเพื่อให้กองทุนประกันสังคมของแรงงานนอกระบบมีความยั่งยืน
- ระยะยาว ควรมีนโยบายสร้างหลักประกันทางสังคมในรูปสวัสดิการของรัฐสำหรับประชาชนคนไทยทุกคน
ในเรื่องการศึกษา การบริหารสาธารณสุข การว่างงาน ทุพพลภาพ ชราภาพ
และการเสียชีวิต โดยคำนึงถึงการแบ่งบทบาทและการร่วมกันบรรลุภารกิจระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยงข้อง
เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ชุมชน และองค์กรภาคประชาชน
3. พิจารณาสนับสนุน นโยบายพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมสำหรับแรงงานนอกระบบ
- กำหนดให้แรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มเป้าหมายในการบริหารด้านสุขภาพ
สร้างแผนงาน จัดสรรงบประมาณ และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในกองทุนสุขภาพต่างๆ
เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่
- พัฒนาระบบบริหารสาธารณสุขให้มีมิติด้านอาชีวอนามัย
คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพจากการทำงาน บูรณาการงานอาชีวอนามัยเข้ากับงานสาธารณสุขอื่นๆ
ทั้งในการส่งเสริมสุขภาพ คัดกรองและเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ
และการให้บริการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะในหน่วยบริการปฐมภูมิ
- พัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกระดับ
ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องอาชีวอนามัย สามารถให้บริการแก่แรงงานนอกระบบ
ตั้งแต่บริการในระดับปฐมภูมิและระบบการส่งต่อ
- พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของเครือข่า่ยและหน่วยงานทางวิชาการ
เช่น สำนักงานป้องกันและควบคุมโรค (สคร.) ฯลฯ ให้สามารถสนับสนุนทางวิชาการแก่บุคลากรสาธารณสุข
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มแรงงานนอกระบบ
- เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับกลุ่มอาชีพต่างๆ
ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน สามารถประเมินสุขภาพตนเอง
เป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังสุขภาพและความเสี่ยงอันตรายอันเนื่องมาจากการทำงาน
สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัย
- บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดูแลและจัดบริหารสุขภาพสำหรับแรงงานนอกระบบ
และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มแรงงานนอกระบบชุมชน
ให้เข้ามามีบทบาทในการสร้างสุขภาวะของแรงงานนอกระบบ
24 พฤศจิกายน 2551
|