ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ของเรา
ภาคีความร่วมมือ

 

ฉบับสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ

 บันทึกหลักการและเหตุผล
ประกอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พ.ศ. .....

หลักการ


ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน


เหตุผล

เนื่องจากสภาวการณ์เกี่ยวกับการจ้างงานเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการเอางานไปให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านของตนเอง
มากขึ้น แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ความคุ้มครองแก่ผู้ทำงานประเภทนี้โดยตรงก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม
และมีความไม่ปลอดภัยในการทำงานในงานบางประเภท สมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ร่าง
พระราชบัญญัติ
คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พ.ศ. .....
------------------------------------------------

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ........................................
เป็นปีที่ .............ในรัชกาลปัจจุบัน


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควารมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภาดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. .....”
มาตรา ๒ พระราชบัญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานิเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่

(๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น
(๒) รัฐวิสาหกิจ
(๓) การจ้างงานที่รับไปทำที่บ้านซึ่งมิได้มีสัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ
(๔) การจ้างงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
(๕) การจ้างงานอื่นตามที่กำหมดในพระราชกฤษฎีกา

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
“ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือกลุ่มบุคลลซี่งตกลงร่วมกันรับทำงานอย่างใด
อย่างหนึ่ง ให้แก่ผู้จ้างงานโดยรับมาทำที่บ้าน หรือสถานที่อื่นที่ไม่ใช่สถานประกอบการของผู้จ้างงาน เพื่อรับค่าจ้าง โดยใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ และอุปกรณ์ในการผลิตบางส่วนของผู้จ้างงาน
“ผู้จ้างงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยจ่ายค่าจ้างให้ตามสัญญาจ้างที่ตกลงกัน
“ค่าจ้าง” หมายความว่า เงินที่ผู้จ้างงานตกลงจ่ายให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาที่ตกลงกัน
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้าน
“พนักงานตรวจแรงงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ การแต่งตั้งคณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้าน แต่งตั้งพนักงานตรวจแรงงานกับออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้


หมวด ๑
บททั่วไป
--------------------------------------
          มาตรา ๖ การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิ หรือประโยชน์ซึ่งผู้รับงานไปทำที่บ้านพึ่งได้ตามกฎหมายอื่น
          มาตรา ๗ ผู้จ้างงานต้องเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำงานที่มีความปลอดภัยต่อการทำงานโดยวัตถุดิบและอุปกรณ์นั้นต้องไม่เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย
ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ด้วยความระมัดระวังและประหยัด ในกรณีที่ทำงานที่รับมอบหมายสำเร็จแล้ว ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องส่งคืนวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่เหลือให้แก่ผู้จ้างงาน
          มาตรา ๘ ในกรณีที่งานที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จและอยู่ในระยะเวลาที่ตกลงกัน ผู้จ้างงานจะบอกเลิกสัญญาไม่ได้เว้นแต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาเกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
          มาตรา ๙ ในกรณีที่สาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่ความรู้ความสามารถของตัวผู้รับงานไปทำที่บ้านและผู้รับงานไปทำที่บ้านถึงแก่ความตาย หรือผู้รับงานไปทำที่บ้านตกเป็นผู้ไม่สามารถทำงานนั้นต่อไปได้อันมิใช่เพราะความผิดของตน สัญญานั้นย่อมเป็นอันสิ้นลง แต่ถ้างานในส่วนที่ได้ทำไปแล้วนั้นเป็นประโยชน์แก่ผู้จ้างงานผู้จ้างงานต้องรับเอาไว้และจ่ายค่าจ้างตามสัดส่วนของงานที่ทำ
          มาตรา ๑๐ ห้ามมิให้ผู้จ้างงานเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้จ้างงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้จ้างงานได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับเงินประกันจากผู้รับงานไปทำที่บ้านได้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ให้ผู้จ้างงานคืนเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านภายในเวลาไม่เกินเจ็ดวันนับแต่ผู้จ้างงานได้รับงานที่ทำ

 

หมวดที่ ๒
การใช้แรงงานทั่วไป
----------------------------------------

          มาตรา ๑๑ ให้ผู้จ้างงานกำหนดวันส่งมอบงานที่ทำสำเร็จ โดยคำนึงถึงระยะเวลาในการทำงานที่รับไปทำที่บ้านของผู้รับงานไปทำที่บ้านของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งคาดหมายได้ว่าการที่ทำจะสำเร็จตามปกติวิสัยของผู้ที่ทำงานประเภทเดียวกัน
          มาตรา ๑๒ ในกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรคาดหมายได้ว่างานที่รับไปทำที่บ้านจะไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้รับงานไปที่บ้านแจ้งให้ผู้จ้างงานทราบโดยเร็ว
          ถ้าผู้จ้างงานเห็นว่าความล่าช้าในการส่งมอบงานนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้จ้างงานผู้จ้างงานมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและมอบงานให้ผู้ออื่นรับงานนั้นไปทำแทนได้
          การบอกเลิกสัญญาตามความในมาตรานี้ไม่จัดสิทธิที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบในเหตุแห่งการนั้นจะเรียกค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่ง


หมวดที่ ๓
ค่าจ้าง
----------------------------------------


          มาตรา ๑๓ ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าจ้างเป็นเงินตราไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ
          มาตรา ๑๔ ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าจ้าง ให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ณ สถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ถ้าจะจ่าย ณ สถานที่อื่นหรือด้วยวิธีอื่นหรือด้วยวิธีอื่นต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน
          มาตรา ๑๕ ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านในขณะที่รับมอบงานหรือตามกำหนดที่ดกลงกัน แต่ไม่เกินสามวัน นับแต่วันรับมอบงานที่ทำนั้น
ถ้างานที่ทำนั้นมีกำหนดว่าจะส่งมอบกันเป็นส่วนๆ และได้ระบุจำนวนค่าจ้างไว้เป็นส่วนๆ ผู้จ้างงานพึงจ่ายค่าจ้างเพื่องานแต่ละส่วนในขณะที่รับมอบ หรือภายในเวลาไม่เกินสามวัน นับแต่วันรับมอบงานในส่วนนั้น
          มาตรา ๑๖ ห้ามมิให้ผู้จ้างงานหักค่าจ้าง เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ
(๑) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องจ่ายหรือชะรำเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติ
ไว้
(๒) ชดใช้ค่าเสียหายหรือสูญหายของทรัพย์สินของผู้จ้างงาน ซึ่งผู้รับงานไปทำที่บ้านได้กระทำโดยจงใจ
หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๓) ชำระค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในกรณีที่ผู้จ้างงานนำการที่ทำอันชำรุดบกพร่องจากการดำเนินงานที่รับ
ไปทำที่บ้านของผู้รับงานไปทำที่บ้านไปให้บุคคลภายนอกเพื่อทำการแก้ไข
(๔) ชำระค่าเสียหายหรือค่าปรับในกรณีที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านส่งมอบการที่ทำไม่ทันกำหนดเวลาส่งมอบ


          การหักตาม (๒) (๓) และ (๔) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้า
ของเงินที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านมีสิทธิได้รับ
          มาตรา ๑๗ ในกรณีที่ผู้จ้างงานเป็นผู้รับเหมาช่วง ให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไป หากมีตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นผู้จ้างงานในค่าจ้าง
ให้ผู้รับเหมาชั้นต้น หรือผู้รับเหมาช่วงตามวรรคหนึ่งมิสิทธิไล่เบี้ยเงินที่ได้จ่ายไปแล้วตามวรรคหนึ่งคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นผู้จ้างงานที่รับไปทำที่บ้าน
          มาตรา ๑๘ ให้คณะกรรมการค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมีอำนาจในการกำหนด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับการทำงานที่รับไปทำที่บ้าน


หมวด ๔
สวัสดิการและความปลอดภัยในการทำงาน
----------------------------------------

          มาตรา ๑๙ ให้ผู้จ้างงานแจ้งให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาการใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำงานตลอดจนวิธีการในการป้องกันอันตรายดังกล่าว และได้จัดให้มีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับลักษณะงานให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านอย่างเพียงพอ
ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอภัยในการในการทำงานแก่ผู้จ้างงาน
มาตรา ๒๐ ห้ามมิให้ผู้จ้างงานส่งมอบงานต่อไปนี้ให้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน

(๑) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
(๒) งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตราย
(๓) งานเกี่ยวกับวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
(๔) งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ
(๕) งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักร ซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตราย
(๖) งานที่ต้องทำเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือความเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย
(๗) งานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง



          มาตรา ๒๑ ในกรณีที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจากการ
ทำงานที่ผู้จ้างงานส่งมอบให้ทำ อันมิใช่เป็นการจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ให้ผู้จ้างงานเป็นผู้รับผิดชอบในค่ารักษาพยาบาล และค่าทำศพ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ให้นำกำหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลม


หมวด ๕
การควบคุม
----------------------------------------

          มาตรา ๒๒ ให้ผู้จ้างงานจัดทำเอกสารเกี่ยวกับเงื่อนไขในการทำงานเป็นภาษาไทยมอบให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านก่อนที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านจะเริ่มต้นทำงานที่รับไปทำที่บ้านฉบับหนึ่งและเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของผู้จ้างงานอีกฉบับหนึ่ง พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจได้ในเวลาทำการ และเอกสารนั้นอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ ที่อยู่ เพศและอายุของผู้รับงานไปทำที่บ้าน และผู้ที่ดำเนินการทุกคนในกรณีที่เป็นกลุ่มผู้รับงานไป ทำที่บ้าน
(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้จ้างงาน ในกรณีที่ผู้จ้างงานเป็นผู้รับเหมาช่วงให้บันทึกชื่อและที่อยู่ของผู้รับเหมาช่วง ถัดขึ้นไปด้วย
(๓) อัตราค่าจ้าง จำนวนค่าจ้างที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านจะได้รับ วิธีการคำนวณค่าจ้าง วิธีการหักค่าจ้างและ
จำนวนเงินประกันที่ได้รับจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๔) ประเภทและปริมาณของงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๕) กำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการทำงาน
(๖) กำหนดวันส่งมอบงานที่ทำให้แก่ผู้จ้างงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านตามที่ตกลงกันให้


ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับเงื่อนไขในการทำงานก่อนที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านจะเริ่มต้นทำงาน
มาตรา ๒๓ ให้ผู้จ้างงานจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างมอบให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้


(๑) ชื่อ ที่อยู่ พศและอายุของผู้รับงานไปทำที่บ้านและผู้ที่ดำเนินการทุกคนในกรณีที่เป็นกลุ่มผู้รับงานไป
ทำที่บ้าน
(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้จ้างงาน ในกรณีที่ผู้จ้างงานเป็นผู้รับเหมาช่วงให้บันทึกชื่อและที่อยู่ของผู้รับเหมา
ช่วงถัดขึ้นไปด้วย
(๓) วันเริ่มต้น และวันสิ้นสุดของการทำงาน
(๔) วันส่งมอบงานให้แก่ผู้จ้างงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๕) จำนวนค่าจ้างที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับ จำนวนค่าจ้างที่ถูกหัก จำนวนเงินประกันที่ผู้รับงานไปทำที่
บ้านได้รับคือ และเหตุของการหักค่าจ้างหรือได้รับเงินประกันไม่ครบจำนวน
(๖) จำนวนงานที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านส่งมอบให้แก่ผู้จ้างงานและงานที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านจะต้องแก้ไข


          เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างไว้เป็นหลักฐาน
มาตรา ๒๔ ให้ผู้จ้างงานเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับเงื่อนไขในการทำงานและเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างไว้ไม่น้อยกว่าสองปี นับแต่วันจ่ายค่าจ้างดังกล่าว


หมวดที่ ๖
คณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้าน
----------------------------------------

          มาตรา ๒๕ ให้มีคณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้าน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ผู้แทนฝ่ายผู้จ้างงานและผู้แทนฝ่ายผู้รับงานไปทำที่บ้านฝ่ายละสี่คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นเลขานุการ
หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนฝ่ายผู้จ้างงานและผู้แทนฝ่ายละสี่คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นเลขานะการ
หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนฝ่ายผู้จ้างงานและผู้แทนฝ่ายผู้รับงานไปทำที่บ้านตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๖ คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๒) พิจารณาเสนอมาตรการเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพทางสังคม
และเศรษฐกิจ
(๓) พิจารณาเสนอมาตรการเพื่อคุ้มครองแรงงานสำหรับผู้รับไปทำที่บ้านให้เหมาะสมกับสภาพทางสังคม
และเศรษฐกิจ
(๔) พิจารณาเสนอมาตรการในการป้องกันการประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตายเนื่องจาก
การทำงาน และการคุ้มครองสวัสดิการอื่นแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๕) ให้ความเห็นและคำแนะนำในกรณีที่เกิดขึ้นข้อขัดแย้งเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๖) พิจารณาให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงหรือระเบียบเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้าน
(๗) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะ
กรรมการ หรือตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย



          มาตรา ๒๗ ให้กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละสองปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการให้ประเภทเดียวกันเป็นกรรมการแทน และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ตนแทน เว้นแต่วาระของกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้
ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้กรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน จนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการใหม่เข้ารับหน้าที่ซึ่งต้องแต่งตั้งให้เสร็จสิ้นภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กรรมการเดิมพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๒๘ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๗ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) รัฐมนตรีให้ออกเพราะขาดประชุมตามที่กำหนดสามครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดย
ประมาทหรือความผิดลหุโทษ



          มาตรา ๒๙ การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด โดยมีกรรมการฝ่ายผู้จ้างงานและฝ่ายผู้รับงานไปทำที่บ้านอย่างน้อยฝ่ายละหนึ่งคน จึงเป็นองค์ประชุม
          มาตรา ๓๐ ในการประชุมคราวใด ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
          มาตรา ๓๑ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดแทนคณะกรรมการได้
ให้คณะกรรมการกำหนดองค์ประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม
          มาตรา ๓๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมอบหมายมีอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ตามความจำเป็น
(๒) เข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของผู้จ้างงานหรือสถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ในเวลาทำการ เพื่อศึกษา สำรวจ วิจัย ตรวจสอบ หรือสอบถามข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จะใช้ประกอบการพิจารณา ในการนี้ ให้ผู้จ้างงานหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก ส่งหรือแสดงเอกสาร หรือให้ข้อเท็จริงและไม่ขัดขวางการปฏิบัติการตามหน้าที่ของบุคคลดังกล่าว
          มาตรา ๓๓ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๓๒ ให้กรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย แสดงบัตรประจำตัวหรือหนังสือมอบหมาย แล้วแต่กรณี ต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง


หมวดที่ ๗
พนักงานตรวจแรงงาน
----------------------------------------

          มาตรา ๓๔ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ให้พนักงานตรวจแรงงาน มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) เข้าไปในสถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้านในเวลาทำการ เพื่อตรวจสภาพการทำงานของผู้รับ
งานไปทำที่บ้าน และสภาพการจ้าง สอบถามข้อเท็จจริง ถ่ายภาพ ถ่ายสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับการจ้าง การจ่ายค่าจ้าง เก็บตัวอย่างวัสดุหรือการที่ทำเพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน และกระทำการอย่างอื่นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในอันที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกผู้จ้างงาน ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง
หรือให้ส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา
(๓) มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้จ้างงานหรือผู้รับงานไปทำที่บ้านปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้
          มาตรา ๓๕ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงาน ให้พนักงานตรวจแรงงานแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้จ้างงาน ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง และให้บุคคลดังกล่าวอำนวยความสะดวก และไม่ขัดขวางการปฏิบัติการตามหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงาน
บัตรประจำตัวพนักงานตรวจแรงงานให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
          มาตรา ๓๖ ในการตรวจสถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือสถานที่ทำงานของผู้จ้างงานอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจจัดให้แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวเพื่อให้ความคิดเห็น หรือช่วยเหลือพนักงานตรวจแรงงานในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ได้
ให้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผู้จ้างงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกและไม่ขัดขวาง การปฏิบัติการตามหน้าที่ของแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญตามมาตรานี้


หมวด ๘
บทกำหนดโทษ
----------------------------------------

          มาตรา ๓๗ ผู้จ้างงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๐ หรือมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
          มาตรา ๓๘ ผู้จ้างงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๒ หรือมาตรา ๒๓ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๓๙ ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกไม่มาให้ถ้อยคำ ไม่ส่งเอกสารหรือวัตถุใดๆ ตามหนังสือเรียกของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานตรวจแรงงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
          มาตรา ๔๐ ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย หรือพนักงานตรวจแรงงาน ต้องระว่างโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

.........................................
นายกรัฐมนตรี