ร่าง
พระราชบัญญัติ
คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พ.ศ. .....
------------------------------------------------
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ........................................
เป็นปีที่ .............ในรัชกาลปัจจุบัน
|
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควารมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา
๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภาดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พ.ศ. .....
มาตรา ๒ พระราชบัญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานิเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
(๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐ
(๒) รัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
(๓) การจ้างงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง |
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
งานที่รับไปทำที่บ้าน
หมายความว่า งานที่ทำโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
และงานนั้นต้องเป็นงานที่ทำในบ้านของบุคคลนั้น หรือในสถานที่อื่นๆ
ซึ่งบุคคลนั้นเลือกเองที่มิใช่สถานที่ทำงานของผู้จ้างงาน เพื่อรับค่าจ้าง
ซึ่งก่อให้เกิดผลผลิตหรือผลงานตามที่ผู้จ้างงานกำหนด โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้ใดเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์
วัสดุ หรือสิ่งของอื่นๆ ที่ใช้ในการทำงาน
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
หมายความว่า บุคคลธรรมดา กลุ่มบุคคล ซี่งตกลงรับทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้จ้างงาน
โดยรับมาทำที่บ้านหรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานประกอบกิจการของผู้จ้างงานเพื่อรับค่าจ้าง
ผู้จ้างงาน
หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการซึ่งตกลงจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทำงานที่รับไปทำที่บ้าน
โดยตกลงจ่ายค่าจ้างให้
ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ทำงานที่รับไปทำที่บ้าน
และบุคคลดังกล่าวได้ส่งมอบงานนั้นให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่ว่าจะมีผู้รับจ้างช่วงก่อนถึงผู้รับงานไปทำที่บ้านกี่ช่วงก็ตาม
ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการและบุคคลดังกล่าวเป็นผู้จ้างงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ผู้ว่าจ้าง
หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงว่าจ้างบุคคลอีกบุคคลหนึ่งให้ดำเนินงานทั้งหมด
หรือแต่บางส่วนของงานใดเพื่อประโยชน์แก่ตน โดยจะจ่ายค่าจ้างตอบแทนผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำนั้น
ค่าจ้าง
หมายความว่า เงินที่ผู้จ้างงานตกลงจ่ายให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาที่ตกลงกัน
คณะกรรมการ
หมายความว่า คณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้าน
พนักงานตรวจแรงงาน
หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน
อธิบดี
หมายความว่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
รัฐมนตรี
หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานตรวจแรงงานกับออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง
ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
บททั่วไป
-------------------------------------- |
มาตรา ๖ การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการตัดสิทธิ
หรือประโยชน์ซึ่งผู้รับงานไปทำที่บ้านพึงได้ตามกฎหมายอื่น
มาตรา ๗ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์
เพื่อมีอำนาจฟ้องคดีหรือแก้ต่างคดีที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างผู้จ้างงานกับผู้รับงานไปทำที่บ้านตามพระราชบัญญัตินี้ให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
หรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตาย และเมื่อกระทรวงแรงงานแจ้งให้ศาลแรงงานทราบแล้ว
ก็ให้มีอำนาจกระทำการได้จนคดีถึงที่สุด
มาตรา ๘ ในกรณีที่ผู้จ้างงานเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำงาน
ผู้จ้างงานต้องจัดหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยต่อการทำงาน
ตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง
ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ด้วยความระมัดระวังและประหยัด
ในกรณีที่ทำงานที่รับหมอบหมายสำเร็จแล้ว ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องส่งคืน
วัตถุดิบและอุปกรณ์ที่เหลือให้แก่ผู้จ้างงาน
มาตรา ๙ ในกรณีที่งานที่จ้างยังทำไม่สำเร็จและอยู่ในระยะเวลาที่ตกลงกัน
ผู้จ้างจะบอกเลิกสัญญาไม่ได้ เว้นแต่ผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา
หรือผู้จ้างงานามีเหตุจำเป็นที่มิอาจหลีกเหลี่ยงได้จนต้องบอกเลิกสัญญา
โดยผู้จ้างงานจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ภายใต้บังคับตามวรรคหนึ่งในกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรคาดหมายได้ว่างานที่รับงานไปทำที่บ้านจะไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด
ให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านแจ้งให้ผู้จ้างงานทราบโดยเร็วเพื่อตกลงกับผู้จ้างงานขยายเวลาส่งมอบงานให้แก่ผู้จ้างงาน
หากผู้จ้างงานไม่ตกลงขยายเวลาส่งมอบงานตามวรรคสอง
และผู้จ้างงานได้รับความเสียหายจากความล่าช้าในการส่งมอบงาน โดยไม่ใช่ความผิดของผู้จ้างงาน
ผู้จ้างงานมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและมอบงานให้ผู้อื่นรับงานนั้นไปทำแทนได้
การบอกเลิกสัญญาตามความในมาตรานี้ไม่ตัดสิทธิที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ
ในเหตุแห่งการนั้นจะเรียกค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่ง
มาตรา ๑๐
ในกรณีที่สาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่ความรู้ความสามารถของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
และผู้รับงานไปทำที่บ้านถึงแก่ความตาย หรือไม่สามารถทำงานนั้นต่อไปได้อันมิใช่ความผิดของตน
สัญญานั้นย่อมเป็นอันสิ้นลง แต่ถ้างานในส่วนที่ได้ทำไปแล้วนั้นเป็นประโยชน์แก่ผู้จ้างงาน
ผู้จ้างงานต้องรับเอาไว้และจ่ายค่าจ้างตามสัดส่วนของงานที่ทำ
มาตรา ๑๑
ห้ามมิให้ผู้จ้างงานเรียก หรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน
เว้นแต่ ประเภท ปริมาณ หรือมูลค่าของงานที่ทำนั้น อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้จ้างงานได้
ทั้งนี้ ประเภท ปริมาณ หรือมูลค่าของงานที่ให้เรียก หรือรับหลักประกันจากผู้รับงานไปทำที่บ้านได้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ
และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ให้ผู้จ้างงานคืนหลักประกันการทำงาน
หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านภายในเวลาไม่เกินเจ็ดวันนับแต่ผู้จ้างงานได้รับงานที่ทำ
มาตรา ๑๒
ให้ผู้จ้างงานกำหนดวันส่งมอบงานที่ทำสำเร็จ โดยคำนึงถึงระยะเวลาในการทำงานที่รับไปทำที่บ้านของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ซึ่งคาดหมายได้ว่างานที่ทำจะสำเร็จตามปกติวิสัยของผู้ที่ทำงานประเภทเดียวกัน
หมวดที่ ๒
ค่าจ้าง
---------------------------------------- |
มาตรา ๑๓
ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าจ้างเป็นเงินตราไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ
มาตรา ๑๔
ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าจ้าง ให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ณ สถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ถ้าจะจ่าย ณ สถานที่อื่นหรือด้วยวิธีอื่นต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน
มาตรา ๑๕
ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านในขณะที่รับมอบงานหรือตามกำหนดที่ดกลงกัน
แต่ไม่เกินสามวันนับแต่วันรับมอบงานที่ทำนั้น
ถ้างานที่ทำนั้นมีกำหนดว่าจะส่งมอบกันเป็นส่วนๆ
และได้ระบุจำนวนค่าจ้างไว้เป็นส่วนๆ ผู้จ้างงานพึงจ่ายค่าจ้างเพื่องานแต่ละส่วนในขณะที่รับมอบ
หรือภายในเวลาไม่เกินสามวันนับแต่วันรับมอบงานในส่วนนั้น
มาตรา ๑๖
ห้ามมิให้ผู้จ้างงานหักค่าจ้างไม่ว่ากรณีใดๆ เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ
(๑) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องชำระ
(๒) ชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้
(๓) ชดใช้ค่าเสียหายหรือสูญหายของทรัพย์สินของผู้จ้างงาน
ซึ่งผู้รับงานไปทำที่บ้านได้กระทำโดยจงใจหรือ
ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๔) ชำระค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในกรณีที่ผู้จ้างงานนำงานที่ทำอันชำรุดบกพร่องจากการดำเนินงานที่รับไปทำ
ที่บ้านของผู้รับงานไปทำที่บ้านให้บุคคลภายนอกเพื่อทำการแก้ไข
(๕) ชำระค่าเสียหายหรือค่าปรับในกรณีที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านส่งมอบงานที่ทำไม่ทันกำหนดเวลาส่งมอบ
การหักตาม
(๓) (๔) และ (๕) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านมีสิทธิได้รับ
หมวด ๓
ความปลอดภัยในการทำงาน
---------------------------------------
|
มาตรา ๑๗
ให้ผู้จ้างงานแจ้งให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
จากการใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำงานตลอดจนวิธีการในการป้องกันอันตรายดังกล่าว
และจัดให้มีอุปกรณ์ คุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับลักษณะงานให้กับผู้รับงานไปทำที่บ้านอย่างเพียงพอ
ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานที่ผู้จ้างงานจัดให้
และเมื่อผู้รับงานไปทำที่บ้านทำการงานสำเร็จแล้วให้คืนอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานแก่ผู้จ้างงาน
มาตรา ๑๘
ห้ามมิให้ผู้จ้างงานส่งมอบงานดังต่อไปนี้ให้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๑) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
(๒) งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตราย
(๓) งานเกี่ยวกับวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
(๔) งานเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย
(๕) งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักร ซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตราย
(๖) งานที่ต้องทำเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือความเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย
(๗) งานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง |
มาตรา ๑๙
ในกรณีที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตายเนื่องจาก
การทำงานที่ผู้จ้างงานส่งมอบให้ทำ อันมิใช่เป็นการจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ผู้จ้างงานเป็นผู้รับผิดชอบในค่ารักษาพยาบาล
และค่าทำศพ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
เงินค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่ง
ให้จ่ายให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ค่าทำศพตามวรรคหนึ่ง
ให้จ่ายแก่บุคคลตามลำดับดังต่อไปนี้
(๑) บุคคลซึ่งผู้รับงานไปทำที่บ้านทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพ
และได้เป็นผู้จัดการศพ
(๒) สามีภรรยา
บิดามารดา หรือบุตรของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ
(๓) บุคคลอื่นซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ
มาตรา ๑๙/๑
ในกรณีที่ผู้จ้างงานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงตาม
มาตรา ๑๙ ให้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตาย
มีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง
ถ้ามีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งภายในระยะเวลาดังกล่าวให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ซี่งอธิบดีมอบหมายพร้อมด้วยเหตุผล
และอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจพิจารณาอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร
แต่ต้องมีระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว
ในกรณีพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามวรรคสองแล้ว
ถ้าผู้จ้างงาน ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตาย
แล้วแต่กรณี ไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง
ในกรณีผู้จ้างงาน
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ
ให้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง
ในกรณีที่ผู้จ้างงาน
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตายไม่อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน
หรือไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนด ให้คำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วแต่กรณี
เป็นที่สุด
ในกรณีที่ผู้จ้างงานเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลแรงงาน
ผู้จ้างงานต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้นจึงจะฟ้องคดีได้
เมื่อคดีถึงที่สุดและผู้จ้างงานมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
หรือทายาทโดยธรรมของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตาย ให้ศาลแรงงานมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้จ้างงานวางไว้ต่อศาลให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตายได้
หมวด ๔
การควบคุม
---------------------------------------
|
มาตรา ๒๐
ให้ผู้จ้างงานจัดทำเอกสารเกี่ยวกับเงื่อนไขในการทำงานเป็นภาษาไทยมอบให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านก่อนที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านจะเริ่มต้นทำงานที่รับไปทำที่บ้านฉบับหนึ่ง
และเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของผู้จ้างงานอีกฉบับหนึ่ง
พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจได้ในเวลาทำการ
เอกสารตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อ ที่อยู่ เพศ อายุของผู้รับงานไปทำที่บ้าน และทุกคนในกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้จ้างงาน ในกรณีที่ผู้จ้างงานเป็นผู้รับเหมาช่วงให้บันทึกชื่อและที่อยู่ของผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้น
ไปด้วย
(๓) อัตราค่าจ้าง จำนวนค่าจ้างที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านจะได้รับ
วิธีการคำนวณค่าจ้าง วิธีการหักค่าจ้าง และ
จำนวนหลักประกันที่ได้รับจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๔) ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๕) กำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการทำงานของแต่ละงวดหรือตามแต่จะตกลงกัน
(๖) กำหนดวันส่งมอบงานที่ทำให้แก่ผู้จ้างงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านตามที่ตกลงกัน |
ให้ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับเงื่อนไขในการทำงานก่อนที่ผู้รับงานไปทำที่
บ้านจะเริ่มต้นทำงาน
มาตรา ๒๑
ให้ผู้จ้างงานจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างมอบให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อ ที่อยู่ เพศ อายุของผู้รับงานไปทำที่บ้าน และทุกคนในกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้จ้างงาน ในกรณีที่ผู้จ้างงานเป็นผู้รับเหมาช่วงให้บันทึกชื่อ
และที่อยู่ของผู้รับเหมาช่วงถัด
ขึ้นไปด้วย
(๓) วันเริ่มต้น และวันสิ้นสุดการทำงานของแต่ละงวดหรือตามแต่จะตกลงกัน
(๔) วันส่งมอบงานให้แก่ผู้จ้างงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๕) จำนวนค่าจ้างที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับ จำนวนค่าจ้างที่ถูกหักและเหตุของการหักค่าจ้างจำนวนหลัก
ประกันที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับคืน และเหตุของการได้รับหลักประกันคืนไม่ครบ
(๖) จำนวนงานที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านส่งมอบให้แก่ผู้จ้างานแบะงานที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านจะต้องแก้ไข |
เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างไว้เป็นหลักฐาน
มาตรา ๒๒ ให้ผู้จ้างงานเก็บรักษาเอกสารตามมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ไว้ไม่น้อยกว่าสองปี
นับแต่วันจ่ายค่าจ้างดังกล่าว
หมวด ๕
คณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้าน
---------------------------------------
|
มาตรา ๒๓
ให้มีคณะกรรมการการรับงานไปทำที่บ้าน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ
อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนห้าคน ผู้แทนฝ่ายผู้จ้างงานและผู้แทนฝ่ายผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ฝ่ายละห้าคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นเลขานุการ
หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้แทนฝ่ายผู้จ้างงานและผู้แทนฝ่ายผู้รับงานไปทำที่บ้านตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๔ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่เสนอและรัฐมนตรีในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) นโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๒) มาตรการเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๓) มาตรการเพื่อคุ้มครองแรงงานสำหรับผู้รับงานไปทำที่บ้านให้เหมาะสมกับสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ
(๔) มาตรการในการป้องกันการประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน
และการคุ้มครองสวัสดิการอื่นแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๕) ให้ความเห็นในกรณีที่เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๖) ให้ความเห็นในการออกกฎหมายหรือระเบียบเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้าน |
นอกจากนี้ให้คณะกรรมการมีอำนาจปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื้นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
หรือตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย ทั้งนี้ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
มาตรา ๒๕
ให้กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละสองปี โดยอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้อีก
แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันสองวาระไม่ได้
ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งคราวละสองปี
โดยอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้อีก แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันสองวาระไม่ได้
ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการในประเภทเดียวกันเป็นกรรมการแทน และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ
ที่ตนแทนเว้นแต่วาระของกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้
ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
แต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ให้กรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน
จนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการใหม่เข้ารับหน้าที่ซึ่งต้องแต่งตั้งให้เสร็จสิ้นภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กรรมการเดิมพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๒๖
นากจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๕ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) รัฐมนตรีให้ออกเพราะขาดประชุมสามครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
หรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย บก
พร่อง หรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือ
ความผิดลหุโทษ |
มาตรา ๒๗
การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
จึงจะเป็นองค์ประชุม
มาตรา ๒๘
ในการประชุมคราวใด ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๒๙
ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ให้คณะกรรมการกำหนดองค์ประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม
มาตรา ๓๐
ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจ
ดังต่อไปนี้
(๑) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดๆ
มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความ
จำเป็น
(๒) เข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของผู้จ้างงานหรือสถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้านใน
เวลาทำงาน เพื่อศึกษา สำรวจ วิจัย ตรวจสอบหรือสอบถามข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จะใช้ประกอบการพิจารณาในการนี้
ให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จะใช้ประกอบการพิจารณา ในการนี้ ให้ผู้จ้างงานหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก
ส่ง หรือแสดงเอกสารหรือให้ข้อเท็จจริงและไม่ขัดขวางการปฏิบัติการตามหน้าที่ของบุคคลดังกล่าว
มาตรา ๓๑
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๓๐ ให้กรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายแสดงบัตรประจำตัวหรือหนังสือมอบหมาย
แล้วแต่กรณี ต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวกรรมการ
อนุกรรมการ ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกำหนด
หมวด ๖
การยื่นคำร้องและการพิจารณาคำร้อง
--------------------------------------- |
มาตรา ๓๒
ในกรณีที่ผู้จ้างงานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้
และผู้รับงานไปทำที่บ้านมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทำงานอยู่หรือที่ผู้จ้างงานมีภูมิสำเนาอยู่ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่เกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้
ถ้าผู้รับงานไปทำที่บ้านถึงแต่ความตาย ให้ทายาทมีสิทธิยื่นคำร้อยต่อพนักงานตรวจแรงงานได้
มาตรา ๓๓
เมื่อมีการยื่นคำร้องตามมาตรา ๓๒ ให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริง
และมีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รับคำร้อง
ในกรณีที่มีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งภายในเวลาตามวรรคหนึ่งได้
ให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายพร้อมด้วยเหตุผล
และอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจพิจารณาอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร
แต่ต้องมีระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง
เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากว่าผู้รับงานไปทำที่บ้านมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่ผู้จ้างงานมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้
ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ผู้จ่างงานจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตาย
ตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง
ให้ผู้จ้างงานจ่ายเงินตามวรรคสามให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตาย
ณ สถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ในกรณีที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตายร้องขอ
ให้พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้ผู้จ้างงานจ่ายเงินดังกล่าว ณ สำนักงานของพนักงานตรวจแรงงานหรือสถานที่อื่นตามที่ผู้จ้างงาน
และผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งถึงแก่ความตายตกลงกัน
ในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ซึ่งถึงแก่ความตายไม่สิทธิได้รับเงินตามมาตรา ๓๒ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งและแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตายทราบ
มาตรา ๓๔
เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา ๓๓ แล้ว ถ้าผู้จ้างงาน
ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งแก่ความตายไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง
ในกรณีที่ผู้จ้างงาน
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด
ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด
ในกรณีที่ผู้จ้างงานเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล
ผู้จ้างงานต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น
จึงจะฟ้องคดีได้
เมื่อคดีถึงที่สุดและผู้จ้างงานมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
หรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตาย ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้จ้างงานวางไว้ต่อศาลให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
หรือทายาทของผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งถึงแก่ความตายได้
หมวด ๗
พนักงานตรวจแรงงาน
--------------------------------------- |
มาตรา ๓๕
ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ให้พนักงานตรวจแรงงาน มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) เข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของผู้รับงานไปทำที่บ้านในเวลาทำงานเพื่อตรวจสภาพทำงาน
ของผู้รับงานไปทำที่บ้าน และสภาพการจ้าง สอบถามข้อเท็จจริง ถ่ายภาพ
ถ่ายสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับการจ้าง การจ่ายค่าจ้าง เก็บตัวอย่างวัตถุดิบ
หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำเพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน และกระทำการอย่างอื่น
เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในอันที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกผู้จ้างงาน
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้สิ่ง
สิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา
(๓) มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้จ้างงานหรือผู้รับงานไปทำที่บ้านปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๓๖
ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงาน ให้พนักงานตรวจแรงงานแสดงบัตรประจำตัว
ต่อผู้จ้างงาน ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง และให้บุคคลดังกล่าวอำนวยความสะดวกและไม่ขัดขวางการปฏิบัติการตามหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงาน
บัตรประจำตัวพนักงานตรวจแรงงานให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๓๗
ในการตรวจสถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือสถานที่ทำงานของผู้จ้างงาน
อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจจัดให้แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวเพื่อให้ความคิดเห็น หรือช่วยเหลือพนักงานตรวจแรงงานในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ได้
ให้ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ผู้จ้างงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวก และไม่ขัดขวาง การปฏิบัติการตามหน้าที่ของแพทย์
นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญตามมาตรานี้
|
หมวดที่ ๘
บทกำหนดโทษ
---------------------------------------
|
มาตราที่
๓๘ ผู้จ้างงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง มาตรา
๑๑ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๘ หรือมาตรา
๑๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๓๘/๑
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๕(๒) หรือ (๓) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา ๓๙
ผู้จ้างงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ หรือมาตรา
๒๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๔๐
ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวก ไม่มาให้ถ้อยคำ ไม่ส่งเอกสารหรือวัตถุใดๆ ตามหนังสือเรียกของคณะกรรมการ
หรือคณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย พนักงานตรวจแรงงาน
หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ตามมาตรา ๓๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๑
ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย
พนักงานตรวจแรงงาน หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายตามมาตรา ๓๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา ๑๙/๑
หรือ ๓๓ วรรคสามต้องระวางโทษจำคุก หรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ให้มีอำนาจเปรียบเทียบดังนี้
(๑) อธิบดี
หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร
(๒) ผู้ว่าราชการจังหวัด
หรือผู้ซึ่งว่าราชการจังหวัดมอบหมาย สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น
ในกรณีที่มีการสอบสวน
ถ้าพนักงานสอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้น
ยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้อธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด
แล้วแต่กรณีภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่บุคคลนั้นแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ
เมื่อผู้กระทำผิดได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้ชำระค่าปรับ
แล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ถ้าผู้กระทำผิดไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบ
หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับภายในกำหนดเวลาตามวรรคสามให้ดำเนินคดีต่อไป
|