หลักการ
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
เพื่อการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน การส่งเสริมและพัฒนากลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านและการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่าง
ๆ ในการกำหนดนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยยึดหลักการประสานประโยชน์ร่วมกัน
เหตุผล
เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและความสัมพันธ์ในการจ้างงานโดยอยู่ในรูปแบบผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ซึ่งไม่อยู่บนพื้นฐานของสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
เกิดการเอารัดเอาเปรียบในเรื่องสภาพการจ้าง อย่างเช่น ค่าตอบแทนต่ำ
การผลักภาระค่าใช้จ่ายและวัสดุอุปกรณ์ในการทำงาน เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ปลอดภัย
ขาดแหล่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแหล่งงานและการตลาด การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน
ตลอดจนเงินทุนหมุนเวียน ไม่มีการรวมกลุ่มทำให้ขาดความเข้มแข็งและอำนาจต่อรอง
ขาดประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพของฝีมือและผลผลิต อีกทั้งไม่มีกลไกในการบังคับใช้กฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เป็นการประสานประโยชน์และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
อันนำมาซึ่งความขัดแย้งและทำลายความสัมพันธ์ในการจ้างงานที่มีต่อกัน
ร่างพระราชบัญญัติ
ส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พ.ศ. .... |
มาตรา
๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พ.ศ.
.
มาตรา
๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา
๓ ในพระราชบัญญัตินี้
ผู้ว่าจ้าง
หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงว่าจ้างให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านทำงานที่รับไปทำที่บ้านโดยจ่ายค่าตอบแทนให้
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานที่รับไปทำที่บ้านให้ผู้ว่าจ้างโดยรับค่าตอบแทน
อันเป็นการทำงานด้วยตนเองโดยมีการช่วยเหลือของสมาชิกในครอบครัวด้วยหรือไม่ก็ได้
และหมายความรวมถึง
(๑)
สมาชิกในครอบครัวที่มาช่วยทำงานในงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๒)
สหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรับงานไปทำที่บ้าน
(๓)
นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่รวมถึงนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น
ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องมิใช่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
ซึ่งเป็นบุคคลมิต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและสามารถพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจ
งานที่รับไปทำที่บ้าน
หมายความว่า เป็นการทำงานที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทำให้ผู้ว่าจ้างตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดเพื่อรับค่าตอบแทน
ซึ่งเป็นงานที่ทำที่บ้านของผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือสถานที่อื่นใดที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านเลือกเอง
และมิใช่สถานที่ของผู้ว่าจ้าง หรือในความควบคุมของผู้ว่าจ้าง โดยไม่คำนึงว่าฝ่ายใดเป็นผู้จัดหาวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน
ลักษณะของงานมีทั้งการผลิต การบริการ หรือการดำเนินการใดๆที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของกระบวนการผลิตสินค้า
หรือบริการ หรืองานที่ทำ และหมายความรวมถึงสัญญาใด ๆ ที่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขาย
หรือจัดหาวัสดุ หรือสิ่งของอื่น หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำงานให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทำในกระบวนการผลิตและสัญญาว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์
หรือชิ้นงานที่ได้จากกระบวนการผลิต หรือสัญญา หรือดำเนินการในลักษณะอื่นๆ
ทำนองเดียวกัน
ผู้รับเหมาชั้นต้น
หมายความว่า บุคคลที่เป็นผู้ตกลงรับจะทำการงานทั้งหมด หรือบางส่วนของงานใดจนสำเร็จประโยชน์ของผู้ว่าจ้างของผู้รับเหมาชั้นต้น
อันเป็นการมุ่งแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ โดยเป็นผู้ก่อให้เกิดการช่วงงานโดยส่งงานผ่านผู้รับเหมาช่วงหรือผู้ว่าจ้างไปยังผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ผู้รับเหมาช่วง
หมายความว่า บุคคลที่เป็นผู้ตกลงทำสัญญากับผู้รับเหมาชั้นต้น โดยรับจะดำเนินงานทั้งหมด
หรือบางส่วนของงานใดก็ตามที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับเหมาชั้นต้น
เพื่อประโยชน์ของผู้ว่าจ้างของผู้รับเหมาชั้นต้น โดยได้รับค่าตอบแทนอันเป็นการมุ่งแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจจากผู้รับเหมาชั้นต้น
หรือผู้รับเหมาช่วงด้วยกัน และเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ว่าจ้าง
หรือผู้รับเหมาช่วง และหมายความรวมถึงผู้ที่ทำสัญญาในลักษณะดังกล่าวกับผู้รับเหมาช่วงด้วย
ค่าตอบแทน
หมายความว่า เงินซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นผู้ตกลงจ่ายให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นการตอบแทนที่ทำการงานให้
กองทุน
หมายความว่า กองทุนส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
สำนักงาน
หมายความว่า สำนักงานผู้รับงานไปทำที่บ้าน
คณะกรรมการ
หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
คณะกรรมการกองทุน
หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
มาตรา
๔ ให้คณะกรรมการ คณะกรรมการกองทุน คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทและคณะอนุกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง
ได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา
๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงหรือประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
การคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน |
ส่วนที่ ๑
ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการทำงาน
มาตรา
๖ ให้คณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการค่าตอบแทนการทำงาน เพื่อกำหนดอัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งคณะกรรมการค่าตอบแทนการทำงานให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา
๗ ในการกำหนดอัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน จะต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
ในงานที่มีลักษณะคุณภาพและปริมาณอย่างเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ไม่ว่าผู้รับงานไปทำที่บ้านจะมีสัญชาติ
ศาสนา หรือเพศใด ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการค่าตอบแทนการทำงานกำหนด
มาตรา
๘ ในการที่ผู้ว่าจ้างจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ให้จ่ายตามที่ตกลงกันแต่ต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการค่าตอบแทนการทำงานกำหนด
ค่าตอบแทนตามวรรคแรกให้จ่ายเป็นเงินตราไทย
หากจ่ายค่าตอบแทนเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้านเสียก่อน
มาตรา
๙ ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านภายในเวลาเจ็ดวัน
นับแต่วันที่รับมอบงานที่รับไปทำที่บ้าน
หากกรณีการรับมอบงานที่รับไปทำที่บ้านตกลงรับมอบกันเป็นส่วน
ๆ ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนในแต่ละส่วนของงานที่รับมอบแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านภายในกำหนดเวลาตามวรรคแรก
กรณีผู้ว่าจ้างผิดนัดชำระค่าตอบแทนต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี
นับแต่วันผิดนัด
มาตรา
๑๐ ในกรณีผู้ว่าจ้างผิดนัดชำระค่าตอบแทน ให้คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจจัดสรรเงินกองทุนเพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านและรับช่วงสิทธิในเงินค่าตอบแทนและดอกเบี้ย
ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจากผู้ว่าจ้าง
มาตรา
๑๑ ในกรณีที่มีการตกลงให้หักค่าตอบแทนเป็นค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมงานที่รับไปทำที่บ้าน
ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักค่าตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าตอบแทนทั้งหมด
หากมีการตกลงรับมอบงานที่รับไปทำที่บ้านเป็นส่วน ๆ ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักค่าตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าตอบแทนในแต่ละส่วน
หากผู้ว่าจ้างหักค่าตอบแทนเกินกว่าอัตราที่กำหนดตามวรรคแรก
ผู้ว่าจ้างต้องคืนค่าตอบแทนในส่วนที่เกินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
นับแต่วันที่หักค่าตอบแทน
มาตรา
๑๒ บรรดาค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค และค่าขนส่ง ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับผิดชอบตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการส่งเสริม
พัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านกำหนด
หากผู้ว่าจ้างไม่ชำระเงินตามวรรคแรก ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันที่ผิดนัด
มาตรา
๑๓ ผู้รับเหมาชั้นต้นและผู้รับเหมาช่วงต้องร่วมรับผิดกับผู้ว่าจ้างอย่าง
ลูกหนี้ร่วมในกรณีตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑
ส่วนที่ ๒
ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
มาตรา
๑๔ ห้ามมิให้ผู้ว่าจ้างตกลงว่าจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทำงานที่รับไปทำที่บ้านดังต่อไปนี้
(๑) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
(๒) งานเชื่อมโลหะ
(๓) งานเกี่ยวกับวัตถุหรือสารเคมีอันตราย
(๔) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง |
มาตรา
๑๕ ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับอันตรายและ
วิธีการป้องกันอันตราย รวมทั้งการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานในงานที่รับไปทำที่บ้านให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ความในวรรคแรกให้ใช้บังคับแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นและผู้รับเหมาช่วงด้วย
มาตรา
๑๖ ห้ามมิให้ใช้เด็กทำงานในงานที่รับไปทำที่บ้านที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
หรือขัดขวางต่อพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ตามสมควรแก่วัยและวุฒิภาวะของเด็ก
งานที่อาจเป็นอันตรายตามวรรคแรกให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา
๑๗ ห้ามมิให้ใช้เด็กทำงานที่รับไปทำที่บ้านในสถานที่อื่นที่มิใช่บ้านของตนเอง
เว้นแต่สถานที่นั้นบิดาหรือมารดาของเด็กได้ทำงานที่รับไปทำที่บ้านร่วมอยู่ด้วย
มาตรา
๑๘ ห้ามผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ ทำงานที่รับไปทำที่บ้านในระหว่างเวลา
๒๒.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๖.๐๐ นาฬิกา หรือทำงานที่รับไปทำที่บ้านโดยไม่มีวันหยุด
หรือทำงานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม
หรืองานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ส่วนที่ ๓
การคุ้มครองทางทะเบียน
มาตรา
๑๙ ให้ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่จัดทำสมุดทะเบียนงานที่รับไปทำที่บ้านจำนวนสามชุดตามรูปแบบที่คณะกรรมการกำหนด
โดยผู้ว่าจ้างเก็บไว้หนึ่งชุด ผู้รับงานไปทำที่บ้านเก็บไว้หนึ่งชุด
และให้ผู้ว่าจ้างจัดส่งไปให้คณะกรรมการอีกหนึ่งชุด
มาตรา
๒๐ ให้คณะกรรมการนำสมุดทะเบียนตามมาตรา ๑๙ ไปจดทะเบียนผู้ว่าจ้างและ
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน โดยต้องบันทึกข้อมูลสำคัญไว้ในสมุดทะเบียนดังนี้
(๑)
ชื่อและภูมิลำเนาของผู้ว่าจ้างและผู้รับงานไปทำที่บ้าน รวมทั้งผู้รับเหมา
ชั้นต้น หรือผู้รับเหมาช่วงขึ้นไปหนึ่งช่วง
กรณีที่เป็นนิติบุคคล ให้ระบุชื่อ ทะเบียนและรายชื่อผู้แทนนิติบุคคล
ตลอดจนผู้มีอำนากระทำการแทนนิติบุคคลและที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคล
ตามที่จดทะเบียนไว้ตามกฎหมาย
(๒)
รายละเอียดที่สำคัญในสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ตามที่คณะกรรมการกำหนด
(๓)
ลายมือชื่อของผู้ว่าจ้างและผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๔)
ข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา
๒๑ สมุดทะเบียนตามมาตรา ๑๙ ให้ถือว่าเป็นสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ข้อตกลงใดที่ไม่ปรากฏในสมุดทะเบียนให้ถือว่าเป็นโมฆียะ
มาตรา
๒๒ ให้คณะกรรมการเป็นผู้มีสิทธิบอกล้างหรือให้สัตยาบันข้อตกลงที่เป็นโมฆียะตามมาตรา
๒๑
หมวด ๒
การส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน |
ส่วนที่ ๑
องค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้าน
มาตรา
๒๓ องค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อรับงานไปทำที่บ้าน
และส่งเสริมพัฒนา คุ้มครองผู้รับงานที่รับไปทำที่บ้าน
มาตรา
๒๔ ให้องค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านตามวรรคแรกให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา
๒๕ องค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านมีสิทธิได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากรัฐในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแหล่งงาน
(๒) รับงานของหน่วยงานของรัฐ
(๓) บริการทางวิชาการ หรือการพัฒนาทักษะฝีมือในการทำงาน
(๔) สินเชื่อหรือเงินทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๕) การพัฒนาองค์กรและเครือข่ายองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้าน |
ส่วนที่ ๒
กองทุนส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
มาตรา
๒๖ ให้มีกองทุนส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นนิติบุคคลในกรม
สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อช่วยเหลือและอุดหนุนกิจการใดที่เกี่ยวกับการจัดการในงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๒) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๓) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน |
มาตรา
๒๗ กองทุนประกอบด้วย
(๑) เงินอุดหนุนจากรัฐ
(๒) เงินบริจาคจากแหล่งเงินภายในและภายนอกประเทศ
(๓) ดอกผลของกองทุน
(๔) เงินค่าปรับตามพระราชบัญญัตินี้
(๕) เงิน หรือทรัพย์สินอื่น ๆ |
มาตรา
๒๘ บรรดารายได้ของกองทุนไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา
๒๙ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนจำนวนเจ็ดคน ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน
ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน และผู้อำนวยการสำนักงานผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นกรรมการและเลขานุการ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา
๓๐ ให้คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑)
กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
(๒)
กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการเก็บรักษาและการเบิกจ่ายเงินกองทุน
(๓)
พิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินกองทุน เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
(๔)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
มาตรา
๓๑ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน ให้คณะกรรมการ
กองทุนเสนองบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้วต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
เพื่อตรวจสอบรับรองก่อนเสนอต่อรัฐมนตรี
งบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินตามวรรคหนึ่งให้รัฐมนตรีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หมวด ๓
คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน |
มาตร
๓๒ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ประกอบด้วย
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นรองประธานกรรมการ
(๓) ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ
(๔) ผู้แทนผู้ว่าจ้างซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคนและผู้แทนองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคน
(๕) ผู้แทนสหภาพแรงงานซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน
(๖) ผู้แทนกรุงเทพมหานครจำนวนหนึ่งคน ผู้แทนเทศบาลจำนวนหนึ่งคน
ผู้แทนองค์การ
บริหารส่วนตำบลจำนวนหนึ่งคน โดยให้เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลคัดเลือกกันเอง
(๗) ผู้แทนองค์กรเอกชนซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่มิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไรและมีผลงานเป็น
ที่ประจักษ์และดำเนินกิจกรรมดังต่อไปนี้ องค์กรละหนึ่งคนโดยการคัดเลือกกันเองในแต่ละด้านให้เหลือด้านละหนึ่งคน
(ก) ด้านเด็กหรือเยาวชน
(ข) ด้านสตรี
(ค) ด้านผู้ใช้แรงงาน
(ง) ด้านชุมชนแออัด
(จ) ด้านเกษตร
(ฉ) ด้านสาธารณสุข
(ช) ด้านผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๘) ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน
(๙) ผู้อำนวยการสำนักงานผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นกรรมการและเลขานุการ
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการตาม (๔) (๕) (๖) และ (๗) ให้เป็นไปตามที่
คณะกรรมการกำหนด |
มาตรา
๓๓ ให้กรรมการตามมาตรา ๓๒ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) อยู่ในตำแหน่งวาระห้าปี
และไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
มาตรา
๓๔ การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๓๒ (๘) ให้กรรมการตามมาตรา
๓๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) ดำเนินการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านแรงงาน
สิทธิมนุษยชน การพัฒนาองค์กรชุมชน เศรษฐศาสตร์ และกฎหมายด้านละหนึ่งคน
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการตามวรรคแรก ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ
กำหนด
มาตรา
๓๕ ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑)เสนอแนะนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๒)เสนอแนะในการออกกฎกระทรวงตามกฎหมาย
(๓)กำหนดระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย
(๔)ส่งเสริมการวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๕)ส่งเสริมความร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยราชการองค์การเอกชน
และ
(๖)องค์การอื่นที่เกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๗)กำหนดมาตรการในการส่งเสริมและพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๘)แต่งตั้งคณะกรรมการค่าตอบแทนและกำหนดอัตราค่าตอบแทนของผู้รับงานไปทำที่บ้านที่เป็นธรรม
(๙) แต่งตั้งพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมาย
(๑๐) แต่งตั้งอนุกรรมการที่ปรึกษาหรือคณะทำงานทั้งนี้ให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วม
(๑๑) ติดตามตรวจสอบการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับไปทำที่บ้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
(๑๒) จัดทำรายการเสนอคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อสาธารณชน
(๑๓) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด |
มาตรา
๓๖ ให้จัดตั้งสำนักงานผู้รับงานไปทำที่บ้านขึ้นในกระทรวงแรงงานมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการ คณะกรรมการอื่น และคณะอนุกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) เก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
รวมทั้งสมุดทะเบียนงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๓) ปฏิบัติการตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน
(๔) กระทำกิจการอย่างอื่นตามที่รัฐมนตรี คณะกรรมการ คณะกรรมการอื่น
หรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย |
หมวดที่ ๔
คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท |
มาตรา
๓๗ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท
ประกอบด้วยบุคคลที่มีความรอบรู้หรือมีประสบการณ์ด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน
การพัฒนาองค์กรชุมชน เศรษฐศาสตร์ และกฎหมาย เป็นที่ประจักษ์ด้านละหนึ่งคนเป็นอย่างน้อย
รวมจำนวนทั้งหมดเก้าคน โดยให้คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทเลือกกรรมการด้วยกันเองคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
มาตรา
๓๘ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี บริบูรณ์ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง
(๓) ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ตัวแทน หรือที่ปรึกษา
ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย ของบริษัท ห้างหุ้นส่วนหรือองค์กรอื่น
ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานที่รับไปทำที่บ้านในระยะสี่ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง
ทั้งนี้ให้หมายรวมถึงสามี ภรรยาหรือบุตร ไม่ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ของบุคคลผู้รับแต่งตั้งดังกล่าวด้วย
(๔) ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง หรือดำรงตำแหน่งของพรรคการเมืองในระยะสี่ปี
ก่อนได้รับการแต่งตั้ง
(๕) ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคล หรือผู้แทนนิติบุคคล หรือนิติบุคคล
ซึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษทางอาญาหรือให้รับผิดในเรื่องเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานหรือกฎหมายเกี่ยวด้วยแรงงาน
เว้นแต่ในความผิดอันเกิดจากการประมาทเลินเล่อ
(๖) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากงาน เพราะทุจริตต่อหน้าที่
หรือประพฤติมิชอบ
(๗) ไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๘) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพราะมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมวิชาชีพ
(๙) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายตามคำสั่งศาล |
มาตรา
๓๙ ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้
(๑) ผู้แทนศาลยุติธรรม จำนวนหนึ่งคน
(๒) ผู้แทนศาลปกครอง จำนวนหนึ่งคน
(๓) ผู้แทนสภาทนายความ จำนวนหนึ่งคน
(๔) ผู้แทนสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จำนวนหนึ่งคน
(๕) ผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวนหนึ่งคน |
มาตรา
๔๐ ให้คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทมีอำนาจคัดเลือกบุคคลเพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพิจารณาแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทจำนวนเก้าคน
หากรัฐมนตรีเห็นว่าบุคคลใดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมให้ส่งคืนมายังคณะกรรมการสรรหาพร้อมคำชี้แจง
หากคณะกรรมการสรรหามีความเห็นเช่นเดิมให้ถือเป็นยุติ หรือเสนอบุคคลใหม่ให้รัฐมนตรีพิจารณาโดยไม่ชักช้าก็ได้
มาตรา
๔๑ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทต้องพ้นจากตำแหน่งดังนี้
(๑) พ้นจากตำแหน่งตามวาระ
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดตามมาตรา ๓๘
(๕) ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง เพราะไม่มีเวลาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควรหรือเพราะถูกคัดค้านจากคู่กรณีบ่อยครั้ง
โดยคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ |
มาตรา
๔๒ เมื่อกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทคนใดพ้นจากตำแหน่งให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกภายในสามสิบวัน
นับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา
๔๓ วิธีการประชุมและการปฏิบัติงานของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทกำหนด
มาตรา
๔๔ กรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนพ้นจากตำแหน่งได้
เพราะเหตุมีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือมีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่
ซึ่งหากเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดอาจไม่เป็นธรรมแก่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
มาตรา
๔๕ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท มีอำนาจหน้าที่ในการไกล่เกลี่ย
ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของคู่กรณีในงานที่รับไปทำที่บ้านตามพระราชบัญญัตินี้
และมีอำนาจในการสั่งเพิกถอนข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือสั่งเพิ่มเติมข้อสัญญาที่เป็นธรรมในสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับงานไปทำที่บ้านได้
หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือคำสั่งของคณะกรรมการตามวรรคแรก
ให้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายภายในหนึ่งปี นับแต่วันทราบคำวินิจฉัย
มาตรา
๔๖ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อหาข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นในเรื่องที่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทมอบหมาย
มาตรา
๔๗ เพื่อให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท
มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็น
(๒) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งวัตถุ
หรือเอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบพิจารณาของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท
(๓) มีหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องก็ได้
(๔) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด
ๆ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและโดยไม่ชักช้า ก่อนการตรวจสอบหรือรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าว
ให้กรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรืออนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อนและเท่าที่สามารถกระทำได้ให้ดำเนินการต่อหน้าผู้ครอบครองหรือดูแลสถานที่หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง
หรือถ้าหาบุคคลดังกล่าวนั้นไม่ได้ก็ให้ดำเนินการต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งได้ขอร้องมาเป็นพยาน
(๕) วางระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทางของพยานบุคคลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการแต่งตั้ง
ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) ชี้แจงข้อเท็จจริง
ตอบหนังสือสอบถาม หรือส่งมอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกแก่กรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรืออนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย |
มาตรา
๔๘ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละห้าปี
สามารถแต่งตั้งเข้ามาใหม่ได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
หมวด ๕
พนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน |
มาตรา
๔๙ เพื่อให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ติดตามตรวจสอบสภาพการทำงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
(๓) ดำเนินการตามมาตรา ๔๗ (๔) เพื่อเข้าไปในสถานที่ทำงานของผู้ว่าจ้าง
หรือผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือสถานที่อื่นใด
(๔) รายงานผลการตรวจแรงงานต่อคณะกรรมการ |
มาตรา
๕๐ ในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านตามมาตรา
๔๙ ให้พนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง
และให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก และไม่ขัดขวางการปฏิบัติงานตามหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
บัตรประจำตัวพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา
๕๑ ให้มีอาสาสมัครตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
ในการติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วรายงานผลต่อพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ให้ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นผู้แต่งตั้งอาสาสมัครตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน
มาตรา
๕๒ อาสาสมัครตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) อายุยี่สิบปีบริบูรณ์
(๒) มีสัญชาติไทย
(๓) ต้องผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๔) มีภูมิลำเนาและอยู่อาศัยในที่ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
(๕) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ |
มาตรา
๕๓ ผู้ว่าจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘ วรรคแรก ต้องระวางโทษปรับสองเท่าในอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา
๘
มาตรา
๕๔ ผู้ว่าจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา๑๕ ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท
มาตรา
๕๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘
ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา
๕๖ หากผู้ว่าจ้างไม่จัดทำสมุดทะเบียนตามมาตรา ๑๙ หรือกรอกข้อความอันเป็นเท็จ
ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท
มาตรา
๕๗ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล
กรรมการ หรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น
ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น
มาตรา
๕๘ ผู้ใดไม่มาให้ถ้อยคำ หรือไม่ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานตามพระราชบัญญัตินี้
ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท
มาตรา
๕๙ ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท
บทเฉพาะกาล
มาตรา
๖๐ ให้กระทรวงแรงงานดำเนินการให้มีการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการตามมาตรา
๓๒ (๔) (๕) (๖) และ (๗) รวมทั้งการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา
๓๔ เพื่อให้ได้คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานราชการ
ผู้แทนองค์การเอกชนซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่มิได้แสวงหาผลกำไรและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเจ็ดคน
เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการตามวรรคแรก
|