ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ของเรา
ภาคีความร่วมมือ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ฉบับเครือข่ายแรงงานนอกระบบ


พ.ร.บ. ส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. .........
---------------------------------

หลักการ
           ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพื่อการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้รับงานไปทำที่บ้าน การส่งเสริมและพัฒนากลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านและการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่าง ๆ ในการกำหนดนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยยึดหลักการประสานประโยชน์ร่วมกัน

เหตุผล
           เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและความสัมพันธ์ในการจ้างงานโดยอยู่ในรูปแบบผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งไม่อยู่บนพื้นฐานของสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เกิดการเอารัดเอาเปรียบในเรื่องสภาพการจ้าง อย่างเช่น ค่าตอบแทนต่ำ การผลักภาระค่าใช้จ่ายและวัสดุอุปกรณ์ในการทำงาน เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ปลอดภัย ขาดแหล่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแหล่งงานและการตลาด การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ตลอดจนเงินทุนหมุนเวียน ไม่มีการรวมกลุ่มทำให้ขาดความเข้มแข็งและอำนาจต่อรอง ขาดประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพของฝีมือและผลผลิต อีกทั้งไม่มีกลไกในการบังคับใช้กฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เป็นการประสานประโยชน์และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า อันนำมาซึ่งความขัดแย้งและทำลายความสัมพันธ์ในการจ้างงานที่มีต่อกัน

ร่างพระราชบัญญัติ
ส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
พ.ศ. ....

           มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ….”
           มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
           มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
           “ผู้ว่าจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงว่าจ้างให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านทำงานที่รับไปทำที่บ้านโดยจ่ายค่าตอบแทนให้
           “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานที่รับไปทำที่บ้านให้ผู้ว่าจ้างโดยรับค่าตอบแทน อันเป็นการทำงานด้วยตนเองโดยมีการช่วยเหลือของสมาชิกในครอบครัวด้วยหรือไม่ก็ได้ และหมายความรวมถึง
           (๑) สมาชิกในครอบครัวที่มาช่วยทำงานในงานที่รับไปทำที่บ้าน
           (๒) สหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรับงานไปทำที่บ้าน
           (๓) นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่รวมถึงนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น
           ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องมิใช่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นบุคคลมิต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและสามารถพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจ
           “งานที่รับไปทำที่บ้าน” หมายความว่า เป็นการทำงานที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทำให้ผู้ว่าจ้างตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดเพื่อรับค่าตอบแทน ซึ่งเป็นงานที่ทำที่บ้านของผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือสถานที่อื่นใดที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านเลือกเอง และมิใช่สถานที่ของผู้ว่าจ้าง หรือในความควบคุมของผู้ว่าจ้าง โดยไม่คำนึงว่าฝ่ายใดเป็นผู้จัดหาวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ลักษณะของงานมีทั้งการผลิต การบริการ หรือการดำเนินการใดๆที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของกระบวนการผลิตสินค้า หรือบริการ หรืองานที่ทำ และหมายความรวมถึงสัญญาใด ๆ ที่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขาย หรือจัดหาวัสดุ หรือสิ่งของอื่น หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำงานให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทำในกระบวนการผลิตและสัญญาว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์ หรือชิ้นงานที่ได้จากกระบวนการผลิต หรือสัญญา หรือดำเนินการในลักษณะอื่นๆ ทำนองเดียวกัน
           “ผู้รับเหมาชั้นต้น” หมายความว่า บุคคลที่เป็นผู้ตกลงรับจะทำการงานทั้งหมด หรือบางส่วนของงานใดจนสำเร็จประโยชน์ของผู้ว่าจ้างของผู้รับเหมาชั้นต้น อันเป็นการมุ่งแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ โดยเป็นผู้ก่อให้เกิดการช่วงงานโดยส่งงานผ่านผู้รับเหมาช่วงหรือผู้ว่าจ้างไปยังผู้รับงานไปทำที่บ้าน
           “ผู้รับเหมาช่วง” หมายความว่า บุคคลที่เป็นผู้ตกลงทำสัญญากับผู้รับเหมาชั้นต้น โดยรับจะดำเนินงานทั้งหมด หรือบางส่วนของงานใดก็ตามที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับเหมาชั้นต้น เพื่อประโยชน์ของผู้ว่าจ้างของผู้รับเหมาชั้นต้น โดยได้รับค่าตอบแทนอันเป็นการมุ่งแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจจากผู้รับเหมาชั้นต้น หรือผู้รับเหมาช่วงด้วยกัน และเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ว่าจ้าง หรือผู้รับเหมาช่วง และหมายความรวมถึงผู้ที่ทำสัญญาในลักษณะดังกล่าวกับผู้รับเหมาช่วงด้วย
           “ค่าตอบแทน” หมายความว่า เงินซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นผู้ตกลงจ่ายให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นการตอบแทนที่ทำการงานให้
           “กองทุน” หมายความว่า กองทุนส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
           “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานผู้รับงานไปทำที่บ้าน
           “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน
           “คณะกรรมการกองทุน” หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
           มาตรา ๔ ให้คณะกรรมการ คณะกรรมการกองทุน คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทและคณะอนุกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง ได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
           มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงหรือประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด ๑
การคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน

ส่วนที่ ๑
ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการทำงาน

           มาตรา ๖ ให้คณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการค่าตอบแทนการทำงาน เพื่อกำหนดอัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
           หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งคณะกรรมการค่าตอบแทนการทำงานให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
           มาตรา ๗ ในการกำหนดอัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน จะต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ในงานที่มีลักษณะคุณภาพและปริมาณอย่างเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ไม่ว่าผู้รับงานไปทำที่บ้านจะมีสัญชาติ ศาสนา หรือเพศใด ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการค่าตอบแทนการทำงานกำหนด
           มาตรา ๘ ในการที่ผู้ว่าจ้างจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ให้จ่ายตามที่ตกลงกันแต่ต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการค่าตอบแทนการทำงานกำหนด
           ค่าตอบแทนตามวรรคแรกให้จ่ายเป็นเงินตราไทย หากจ่ายค่าตอบแทนเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้านเสียก่อน
           มาตรา ๙ ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านภายในเวลาเจ็ดวัน นับแต่วันที่รับมอบงานที่รับไปทำที่บ้าน
           หากกรณีการรับมอบงานที่รับไปทำที่บ้านตกลงรับมอบกันเป็นส่วน ๆ ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนในแต่ละส่วนของงานที่รับมอบแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านภายในกำหนดเวลาตามวรรคแรก กรณีผู้ว่าจ้างผิดนัดชำระค่าตอบแทนต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันผิดนัด
           มาตรา ๑๐ ในกรณีผู้ว่าจ้างผิดนัดชำระค่าตอบแทน ให้คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจจัดสรรเงินกองทุนเพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านและรับช่วงสิทธิในเงินค่าตอบแทนและดอกเบี้ย ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจากผู้ว่าจ้าง
           มาตรา ๑๑ ในกรณีที่มีการตกลงให้หักค่าตอบแทนเป็นค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมงานที่รับไปทำที่บ้าน ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักค่าตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าตอบแทนทั้งหมด                       หากมีการตกลงรับมอบงานที่รับไปทำที่บ้านเป็นส่วน ๆ ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักค่าตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าตอบแทนในแต่ละส่วน
           หากผู้ว่าจ้างหักค่าตอบแทนเกินกว่าอัตราที่กำหนดตามวรรคแรก ผู้ว่าจ้างต้องคืนค่าตอบแทนในส่วนที่เกินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน นับแต่วันที่หักค่าตอบแทน
           มาตรา ๑๒ บรรดาค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค และค่าขนส่ง ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับผิดชอบตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการส่งเสริม พัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านกำหนด
หากผู้ว่าจ้างไม่ชำระเงินตามวรรคแรก ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันที่ผิดนัด
           มาตรา ๑๓ ผู้รับเหมาชั้นต้นและผู้รับเหมาช่วงต้องร่วมรับผิดกับผู้ว่าจ้างอย่าง
ลูกหนี้ร่วมในกรณีตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑


ส่วนที่ ๒
ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

           มาตรา ๑๔ ห้ามมิให้ผู้ว่าจ้างตกลงว่าจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทำงานที่รับไปทำที่บ้านดังต่อไปนี้

(๑) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
(๒) งานเชื่อมโลหะ
(๓) งานเกี่ยวกับวัตถุหรือสารเคมีอันตราย
(๔) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง



           มาตรา ๑๕ ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับอันตรายและ วิธีการป้องกันอันตราย รวมทั้งการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานในงานที่รับไปทำที่บ้านให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ความในวรรคแรกให้ใช้บังคับแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นและผู้รับเหมาช่วงด้วย
           มาตรา ๑๖ ห้ามมิให้ใช้เด็กทำงานในงานที่รับไปทำที่บ้านที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือขัดขวางต่อพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ตามสมควรแก่วัยและวุฒิภาวะของเด็ก
งานที่อาจเป็นอันตรายตามวรรคแรกให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
           มาตรา ๑๗ ห้ามมิให้ใช้เด็กทำงานที่รับไปทำที่บ้านในสถานที่อื่นที่มิใช่บ้านของตนเอง เว้นแต่สถานที่นั้นบิดาหรือมารดาของเด็กได้ทำงานที่รับไปทำที่บ้านร่วมอยู่ด้วย
           มาตรา ๑๘ ห้ามผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ ทำงานที่รับไปทำที่บ้านในระหว่างเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๖.๐๐ นาฬิกา หรือทำงานที่รับไปทำที่บ้านโดยไม่มีวันหยุด หรือทำงานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม หรืองานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


ส่วนที่ ๓
การคุ้มครองทางทะเบียน

           มาตรา ๑๙ ให้ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่จัดทำสมุดทะเบียนงานที่รับไปทำที่บ้านจำนวนสามชุดตามรูปแบบที่คณะกรรมการกำหนด โดยผู้ว่าจ้างเก็บไว้หนึ่งชุด ผู้รับงานไปทำที่บ้านเก็บไว้หนึ่งชุด และให้ผู้ว่าจ้างจัดส่งไปให้คณะกรรมการอีกหนึ่งชุด
           มาตรา ๒๐ ให้คณะกรรมการนำสมุดทะเบียนตามมาตรา ๑๙ ไปจดทะเบียนผู้ว่าจ้างและ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน โดยต้องบันทึกข้อมูลสำคัญไว้ในสมุดทะเบียนดังนี้
           (๑) ชื่อและภูมิลำเนาของผู้ว่าจ้างและผู้รับงานไปทำที่บ้าน รวมทั้งผู้รับเหมา
ชั้นต้น หรือผู้รับเหมาช่วงขึ้นไปหนึ่งช่วง
กรณีที่เป็นนิติบุคคล ให้ระบุชื่อ ทะเบียนและรายชื่อผู้แทนนิติบุคคล ตลอดจนผู้มีอำนากระทำการแทนนิติบุคคลและที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคล ตามที่จดทะเบียนไว้ตามกฎหมาย
           (๒) รายละเอียดที่สำคัญในสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับงานไปทำที่บ้าน
ตามที่คณะกรรมการกำหนด
           (๓) ลายมือชื่อของผู้ว่าจ้างและผู้รับงานไปทำที่บ้าน
           (๔) ข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
           มาตรา ๒๑ สมุดทะเบียนตามมาตรา ๑๙ ให้ถือว่าเป็นสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับงานไปทำที่บ้าน ข้อตกลงใดที่ไม่ปรากฏในสมุดทะเบียนให้ถือว่าเป็นโมฆียะ
           มาตรา ๒๒ ให้คณะกรรมการเป็นผู้มีสิทธิบอกล้างหรือให้สัตยาบันข้อตกลงที่เป็นโมฆียะตามมาตรา ๒๑

หมวด ๒
การส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน

 

ส่วนที่ ๑
องค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้าน

           มาตรา ๒๓ องค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อรับงานไปทำที่บ้าน และส่งเสริมพัฒนา คุ้มครองผู้รับงานที่รับไปทำที่บ้าน
           มาตรา ๒๔ ให้องค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านตามวรรคแรกให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
           มาตรา ๒๕ องค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านมีสิทธิได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากรัฐในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑) ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแหล่งงาน
(๒) รับงานของหน่วยงานของรัฐ
(๓) บริการทางวิชาการ หรือการพัฒนาทักษะฝีมือในการทำงาน
(๔) สินเชื่อหรือเงินทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๕) การพัฒนาองค์กรและเครือข่ายองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้าน


ส่วนที่ ๒
กองทุนส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน

           มาตรา ๒๖ ให้มีกองทุนส่งเสริมพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นนิติบุคคลในกรม
สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้


(๑) เพื่อช่วยเหลือและอุดหนุนกิจการใดที่เกี่ยวกับการจัดการในงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๒) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๓) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน


           มาตรา ๒๗ กองทุนประกอบด้วย

(๑) เงินอุดหนุนจากรัฐ
(๒) เงินบริจาคจากแหล่งเงินภายในและภายนอกประเทศ
(๓) ดอกผลของกองทุน
(๔) เงินค่าปรับตามพระราชบัญญัตินี้
(๕) เงิน หรือทรัพย์สินอื่น ๆ

           มาตรา ๒๘ บรรดารายได้ของกองทุนไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
           มาตรา ๒๙ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนจำนวนเจ็ดคน ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน และผู้อำนวยการสำนักงานผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นกรรมการและเลขานุการ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
           มาตรา ๓๐ ให้คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
           (๑) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
           (๒) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการเก็บรักษาและการเบิกจ่ายเงินกองทุน
           (๓) พิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินกองทุน เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
           (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
           มาตรา ๓๑ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน ให้คณะกรรมการ
กองทุนเสนองบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้วต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบรับรองก่อนเสนอต่อรัฐมนตรี
งบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินตามวรรคหนึ่งให้รัฐมนตรีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หมวด ๓
คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน


           มาตร ๓๒ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาและคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ประกอบด้วย

(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นรองประธานกรรมการ
(๓) ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ
(๔) ผู้แทนผู้ว่าจ้างซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคนและผู้แทนองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคน
(๕) ผู้แทนสหภาพแรงงานซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน
(๖) ผู้แทนกรุงเทพมหานครจำนวนหนึ่งคน ผู้แทนเทศบาลจำนวนหนึ่งคน ผู้แทนองค์การ
บริหารส่วนตำบลจำนวนหนึ่งคน โดยให้เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลคัดเลือกกันเอง
(๗) ผู้แทนองค์กรเอกชนซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่มิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไรและมีผลงานเป็น
ที่ประจักษ์และดำเนินกิจกรรมดังต่อไปนี้ องค์กรละหนึ่งคนโดยการคัดเลือกกันเองในแต่ละด้านให้เหลือด้านละหนึ่งคน
(ก) ด้านเด็กหรือเยาวชน
(ข) ด้านสตรี
(ค) ด้านผู้ใช้แรงงาน
(ง) ด้านชุมชนแออัด
(จ) ด้านเกษตร
(ฉ) ด้านสาธารณสุข
(ช) ด้านผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๘) ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน
(๙) ผู้อำนวยการสำนักงานผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นกรรมการและเลขานุการ
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการตาม (๔) (๕) (๖) และ (๗) ให้เป็นไปตามที่ คณะกรรมการกำหนด

           มาตรา ๓๓ ให้กรรมการตามมาตรา ๓๒ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) อยู่ในตำแหน่งวาระห้าปี และไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
           มาตรา ๓๔ การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๓๒ (๘) ให้กรรมการตามมาตรา ๓๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) ดำเนินการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน การพัฒนาองค์กรชุมชน เศรษฐศาสตร์ และกฎหมายด้านละหนึ่งคน
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการตามวรรคแรก ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ กำหนด
           มาตรา ๓๕ ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑)เสนอแนะนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๒)เสนอแนะในการออกกฎกระทรวงตามกฎหมาย
(๓)กำหนดระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย
(๔)ส่งเสริมการวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๕)ส่งเสริมความร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยราชการองค์การเอกชน และ
(๖)องค์การอื่นที่เกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๗)กำหนดมาตรการในการส่งเสริมและพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน
(๘)แต่งตั้งคณะกรรมการค่าตอบแทนและกำหนดอัตราค่าตอบแทนของผู้รับงานไปทำที่บ้านที่เป็นธรรม
(๙) แต่งตั้งพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมาย
(๑๐) แต่งตั้งอนุกรรมการที่ปรึกษาหรือคณะทำงานทั้งนี้ให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วม
(๑๑) ติดตามตรวจสอบการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับไปทำที่บ้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
(๑๒) จัดทำรายการเสนอคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อสาธารณชน
(๑๓) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด



           มาตรา ๓๖ ให้จัดตั้งสำนักงานผู้รับงานไปทำที่บ้านขึ้นในกระทรวงแรงงานมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการ คณะกรรมการอื่น และคณะอนุกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) เก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน รวมทั้งสมุดทะเบียนงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๓) ปฏิบัติการตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน
(๔) กระทำกิจการอย่างอื่นตามที่รัฐมนตรี คณะกรรมการ คณะกรรมการอื่น หรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย


หมวดที่ ๔
คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท

           มาตรา ๓๗ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท” ประกอบด้วยบุคคลที่มีความรอบรู้หรือมีประสบการณ์ด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน การพัฒนาองค์กรชุมชน เศรษฐศาสตร์ และกฎหมาย เป็นที่ประจักษ์ด้านละหนึ่งคนเป็นอย่างน้อย รวมจำนวนทั้งหมดเก้าคน โดยให้คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทเลือกกรรมการด้วยกันเองคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
           มาตรา ๓๘ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี บริบูรณ์ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง
(๓) ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ตัวแทน หรือที่ปรึกษา ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย ของบริษัท ห้างหุ้นส่วนหรือองค์กรอื่น ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานที่รับไปทำที่บ้านในระยะสี่ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง            ทั้งนี้ให้หมายรวมถึงสามี ภรรยาหรือบุตร ไม่ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ของบุคคลผู้รับแต่งตั้งดังกล่าวด้วย
(๔) ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง หรือดำรงตำแหน่งของพรรคการเมืองในระยะสี่ปี ก่อนได้รับการแต่งตั้ง
(๕) ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคล หรือผู้แทนนิติบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษทางอาญาหรือให้รับผิดในเรื่องเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานหรือกฎหมายเกี่ยวด้วยแรงงาน เว้นแต่ในความผิดอันเกิดจากการประมาทเลินเล่อ
(๖) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากงาน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือประพฤติมิชอบ
(๗) ไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๘) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพราะมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมวิชาชีพ
(๙) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายตามคำสั่งศาล

           มาตรา ๓๙ ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้

(๑) ผู้แทนศาลยุติธรรม จำนวนหนึ่งคน
(๒) ผู้แทนศาลปกครอง จำนวนหนึ่งคน
(๓) ผู้แทนสภาทนายความ จำนวนหนึ่งคน
(๔) ผู้แทนสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จำนวนหนึ่งคน
(๕) ผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวนหนึ่งคน



           มาตรา ๔๐ ให้คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทมีอำนาจคัดเลือกบุคคลเพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพิจารณาแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทจำนวนเก้าคน หากรัฐมนตรีเห็นว่าบุคคลใดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมให้ส่งคืนมายังคณะกรรมการสรรหาพร้อมคำชี้แจง หากคณะกรรมการสรรหามีความเห็นเช่นเดิมให้ถือเป็นยุติ หรือเสนอบุคคลใหม่ให้รัฐมนตรีพิจารณาโดยไม่ชักช้าก็ได้
           มาตรา ๔๑ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทต้องพ้นจากตำแหน่งดังนี้

(๑) พ้นจากตำแหน่งตามวาระ
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดตามมาตรา ๓๘
(๕) ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง เพราะไม่มีเวลาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควรหรือเพราะถูกคัดค้านจากคู่กรณีบ่อยครั้ง โดยคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์

           มาตรา ๔๒ เมื่อกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทคนใดพ้นจากตำแหน่งให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกภายในสามสิบวัน นับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง
           มาตรา ๔๓ วิธีการประชุมและการปฏิบัติงานของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทกำหนด
           มาตรา ๔๔ กรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนพ้นจากตำแหน่งได้ เพราะเหตุมีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือมีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งหากเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดอาจไม่เป็นธรรมแก่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
           มาตรา ๔๕ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท มีอำนาจหน้าที่ในการไกล่เกลี่ย ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของคู่กรณีในงานที่รับไปทำที่บ้านตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจในการสั่งเพิกถอนข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือสั่งเพิ่มเติมข้อสัญญาที่เป็นธรรมในสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับงานไปทำที่บ้านได้
หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือคำสั่งของคณะกรรมการตามวรรคแรก ให้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายภายในหนึ่งปี นับแต่วันทราบคำวินิจฉัย
           มาตรา ๔๖ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อหาข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นในเรื่องที่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทมอบหมาย
           มาตรา ๔๗ เพื่อให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท มีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็น
(๒) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งวัตถุ หรือเอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบพิจารณาของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท
(๓) มีหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องก็ได้
(๔) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและโดยไม่ชักช้า ก่อนการตรวจสอบหรือรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าว ให้กรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรืออนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อนและเท่าที่สามารถกระทำได้ให้ดำเนินการต่อหน้าผู้ครอบครองหรือดูแลสถานที่หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง หรือถ้าหาบุคคลดังกล่าวนั้นไม่ได้ก็ให้ดำเนินการต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งได้ขอร้องมาเป็นพยาน
(๕) วางระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทางของพยานบุคคลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการแต่งตั้ง
ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) ชี้แจงข้อเท็จจริง ตอบหนังสือสอบถาม หรือส่งมอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกแก่กรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรืออนุกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย


           มาตรา ๔๘ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละห้าปี สามารถแต่งตั้งเข้ามาใหม่ได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

หมวด ๕
พนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน


           มาตรา ๔๙ เพื่อให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ติดตามตรวจสอบสภาพการทำงานที่รับไปทำที่บ้าน
(๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
(๓) ดำเนินการตามมาตรา ๔๗ (๔) เพื่อเข้าไปในสถานที่ทำงานของผู้ว่าจ้าง หรือผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือสถานที่อื่นใด
(๔) รายงานผลการตรวจแรงงานต่อคณะกรรมการ

           มาตรา ๕๐ ในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านตามมาตรา ๔๙ ให้พนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง และให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก และไม่ขัดขวางการปฏิบัติงานตามหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน
บัตรประจำตัวพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด
           มาตรา ๕๑ ให้มีอาสาสมัครตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน ในการติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วรายงานผลต่อพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ให้ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นผู้แต่งตั้งอาสาสมัครตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้าน โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน
           มาตรา ๕๒ อาสาสมัครตรวจแรงงานเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้


(๑) อายุยี่สิบปีบริบูรณ์
(๒) มีสัญชาติไทย
(๓) ต้องผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๔) มีภูมิลำเนาและอยู่อาศัยในที่ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
(๕) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่

 

หมวด ๖
บทกำหนดโทษ

           มาตรา ๕๓ ผู้ว่าจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘ วรรคแรก ต้องระวางโทษปรับสองเท่าในอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘
           มาตรา ๕๔ ผู้ว่าจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา๑๕ ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท
           มาตรา ๕๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นบาท
           มาตรา ๕๖ หากผู้ว่าจ้างไม่จัดทำสมุดทะเบียนตามมาตรา ๑๙ หรือกรอกข้อความอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท
           มาตรา ๕๗ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล กรรมการ หรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น
           มาตรา ๕๘ ผู้ใดไม่มาให้ถ้อยคำ หรือไม่ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท
           มาตรา ๕๙ ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท

บทเฉพาะกาล

           มาตรา ๖๐ ให้กระทรวงแรงงานดำเนินการให้มีการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการตามมาตรา ๓๒ (๔) (๕) (๖) และ (๗) รวมทั้งการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๔ เพื่อให้ได้คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานราชการ ผู้แทนองค์การเอกชนซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่มิได้แสวงหาผลกำไรและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเจ็ดคน เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการตามวรรคแรก