รายการหลัก


Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

ภาพกิจกรรมต่างๆ


Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

Share

Poster


Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

Free Web Counters
หน้าแรก บทความ ปัญหาสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อมของผู้ทำการผลิตที่บ้านในประเทศไทย
  • Thai (ภาษาไทย)
  • English (United Kingdom)
Facebook Image
ปัญหาสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อมของผู้ทำการผลิตที่บ้านในประเทศไทย PDF  | พิมพ์ |  อีเมล
พูลทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธุ์
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ

ผู้ทำการผลิตที่บ้านในประเทศไทย

           จากรายงานสถาณการณ์ด้านแรงงานของกระทรวงแรงงานไตรมาสที่ 2 ปี 2550 ระหว่างเมษายน- มิถุนายน ประเทศไทยมีประชากรเฉลี่ย 65.68 ล้านคน มีผู้อยูในวัยทำงานคือ อายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 50.97 ล้านคน และอยู่ในกำลังแรงงาน 36.69 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีงานทำ 35.80 ล้านคน เป็นแรงงานในภาคเกษตร 13.33 ล้านคน และนอกภาคเกษตร 22.47 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมจำนวนประมาณ 8.7 ล้าน คน และจาก ผลการสำรวจแรงงานนอกระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2548 รายงานว่ามีแรงงานอยู่ในระบบที่ได้รับความคุ้มครองและหลักประกันทางสังคม ประมาณ 13.7 ล้านคน และเป็นแรงงานนอกระบบซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองและหลักประกันทางสังคมจำนวน 21.8 ล้านคน ในจำนวนแรงงานนอกระบบนี้มีครัวเรือนที่รับงานไปทำที่บ้านจำนวน 348,964 และมีผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปรับงานไปทำที่บ้านจำนวน 549,803 คน อย่างไรก็ดีมีการประเมินกันว่าจำนวนผู้รับงานที่บ้านอาจมีมากถึง 2 ล้านคน ผลิตภัณฑ์ที่รับไปทำที่บ้านนั้น ร้อยละ48.5เป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ร้อยละ 8.8คืออัญมณีและเครื่องประดับ ร้อยละ 7.5 งานไม้และผลิตภัณฑ์กระดาษ ร้อยละ 7.3 ดอกไม้ประดิษฐ์ ร้อยละ 3.9 อาหาร เครื่องดื่ม และผลิตบุหรี่ ร้อยละ 3.2 ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ร้อยละ1.5 อุตสาหกรรมเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิคส์ ร้อยละ1.4 เครื่องดนตรี เครื่องกีฬาและของเด็กเล่น ร้อยละ 1.2 อุตสาหกรรมโลหะ เคมีภัณฑ์ พลาสติกและโลหะ ร้อยละ 1.1 สิ่งพิมพ์และงานโฆษณา ร้อยละ 1.1 แก้วและเซรามิค ร้อยละ0.9 ทำเครื่องเรือน และร้อยละ0.3 เป็น อุตสาหกรรมรีไซเคิล

   

สุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อมของผู้ทำการผลิตที่บ้าน

           ในปี 2548 สำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญ 3 ประการคือ ร้อยละ 39.9 มีปัญหาเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยจากการทำงาน ร้อยละ 28.2 มีปัญหาด้านค่าตอบแทน และร้อยละ 25.8 มีปัญหาจากงานที่ทำขาดความต่อเนื่อง จากการสำรวจนี้จะเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เป็นปัญหาอันดับต้นของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ที่เป็นเช่นนี้ เพราะส่วนใหญ่ผู้ทำงานได้ดัดแปลงบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยมาเป็นที่ทำงานโดย ขาดความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพหลายประการ อาทิเช่น โรคทางเดินหายใจ สายตาเสื่อม อาการแพ้ทางผิวหนัง โรคเครียด หูตึง โรคกระเพาะอาหาร อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอุบัติเหตุจากการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิต ในขณะเดียวกันงานบางประเภท ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน ได้แก่ ปัญหาขยะ ฝุ่นละออง เสียงดัง และการทิ้งน้ำเสียซึ่งมีสารเคมีปนเปื้อนและส่งผลต่อคุณภาพน้ำใต้ดิน ซึ่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนี้ ในที่สุดก็สะท้อนกลับมาสร้างปัญหาสุขภาพให้แก่ผู้ทำงาน สมาชิกในครอบครัว และสมาชิกอื่นในชุมชนอีกด้วย สาเหตุของปัญหาสุขภาพความปลอดภัยของผู้ทำการผลิตที่บ้านนั้นมาจาก

1. สภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานไม่เหมาะสมในการทำงาน
           เป็นปัญหาทางกายภาพอันเนื่องมาจากการดัดแปลงบ้านที่อยู่อาศัยให้เป็นสถานที่ทำงาน ทำให้สถานที่ทำงาน มักจะคับแคบ ไม่มีการระบายอากาศ และมีหลอดไฟฟ้าน้อย สิ่งเหล่านี้ทำให้คนทำงานต้องทำงานอยู่กับฝุ่น ความร้อน เสียงที่ดัง และแสงสว่างที่ไม่เพียงพอ จึงเป็นเหตุให้มีปัญหาด้านสุขภาพ ประเภทงานที่มักจะประสพปัญหาจากสภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงาน เช่น งานเย็บเสื้อผ้า ทอผ้า แกะสลักไม้ แปรรูปอาหาร งานผลิตเครื่องทองลงหิน และเครื่องประดับจากดีบุก เป็นต้น

2. เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการทำงานทมีสภาพไม่สมบูรณ์ ชำรุด และบกพร่อง
           โดยทั่วไปผู้ทำการผลิตที่บ้านเป็นผู้ที่ต้องลงทุน จัดหาเครื่องจักร และอุปกรณ์ในการทำงานด้วยตนเอง แต่เนื่องจากค่าตอบแทนการทำงานที่ได้รับมักจะต่ำ จึงทำให้ผู้ทำการผลิตที่บ้านนิยมเลือกซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีราคาถูก บางครั้งเป็นเครื่องมือสองที่เคยใช้งานมาก่อนแล้ว จึงง่ายที่จะชำรุดและก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ใช้งาน ทำให้บาดเจ็บ หรือพิการ ประเภทงานที่ต้องใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ในการทำงาน เช่น งานผลิตเครื่องทองลงหิน ต้องใช้เตาหลอมโลหะ เครื่องปั๊มโลหะ เครื่องขัดและเครื่องเจียร งานเจียระไนพลอยต้องใช้เครื่องขัด และเครื่องเจียร งานผลิตของเล่นไม้ต้องใช้เลื่อยไฟฟ้า เครื่องขัดและเครื่องเจียร เป็นต้น

3. ท่าทางการทำงาน ( การยศาสตร์ - Ergonomics) ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม
           ผู้ทำงานมักประสบปัญหาเกี่ยวกับการปวดเมื่อยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย คือ คอ หลัง ไหล่ แขน และขา ซึ่งเกิดจากท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม และต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน ด้วยท่าทางที่ซ้ำ ๆกัน เป็นต้น งานที่ประสบปัญหาในลักษณะนี้มีเกือบทุกประเภท

4. สารพิษและสารเคมีอันตรายปนเปื้อนในงาน
           สารพิษและสารเคมีอันตรายที่มีอยู่ในวัตถุดิบ อุปกรณ์การทำงาน รวมทั้งอยู่ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งผู้ทำงานอาจสัมผัส หรือสูดดมสารนั้น ๆ เข้าไปโดยตรงขณะทำการผลิต และในขณะเดียวกัน เด็ก และคนในครอบครัวคนทำงานอาจจะได้รับสารพิษเหล่านี้เข้าไปด้วยเนื่องจากการสูด ดมเพราะอยู่ในสถานที่เดียวกัน นอกจากนั้นยังพบว่าปัญหานี้จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะผู้ว่าจ้าง ไม่ให้ข้อมูลเรื่องอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน รวมทั้งไม่จัดเตรียมเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ( Personal Protection Equipment – PPE ) ที่เหมาะสม เพียงพอ ให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ประเภทงานที่พบปัญหาในลักษณะนี้คือ สารตะกั่วในงานประกอบแหอวน สารเคมีและสีเคมีที่ใช้ในงานฟอก ย้อม ไอระเหยและฟูมจากการหลอมโลหะในงานเครื่องทองลงหิน แอมโมเนียในงานรับซื้อน้ำยาง สีเคมี ทินเนอร์ และแชลค ในงานทำเฟอร์นิเอร์และเครื่องตกแก่งไม้แอนติก เป็นต้น

5. สภาพการทำงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
           ถึงแม้ว่างานที่รับไปทำที่บ้านจะมีลักษณะที่ยืดหยุ่น สามารถทำงานได้อย่างอิสระ ตามความสะดวกของคนทำงาน แต่เนื่องจากงานที่ทำส่วนใหญ่ได้รับค่าตอบแทนการทำงานในอัตราที่ต่ำ และมีงานไม่ต่อเนื่อง ผู้ทำการผลิตที่บ้านจึงมักจะทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง ต่างจากมาตรฐานการทำงานทั่วไป ไม่จัดเวลาสำหรับการพักผ่อน และในบางกรณีที่ต้องส่งงานอย่างเร่งด่วน คนทำงานต้องรีบเร่งทำงานแบบข้ามวันข้ามคืน ไม่ได้พักผ่อน ทำให้เกิดปัญหาการปวดเมื่อยร่างกาย คอ หลัง ไหล่ แขน ขา และมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า นอกจากปัญหาทางด้านร่างกายแล้ว สภาพการทำงานที่ไม่แน่นอน และค่าแรงที่ต่ำนี้ยังส่งผลต่อสุขภาพจิต ของผู้ทำงานกล่าวคือผู้ทำงานมักมีความเครียดจากการที่ต้องทำงานจำนวนมาก กำหนดเวลาที่ต้องส่งงาน คุณภาพของงาน ค่าจ้าง ความไม่แน่นอนของปริมาณงาน รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นต้น

           สาเหตุการทำงานดังที่กล่าวมานี้ทำให้ผู้ทำการผลิตที่บ้านต้องเผชิญกับปัญหา ด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมจากการทำงาน และปัญหาเหล่านี้ก็มีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากตัวผู้ทำการผลิตที่บ้านขาด ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ หรือในบางอาชีพผู้ทำงานมีความรู้ในเรื่องความเสี่ยงของงานที่ตนเองทำแต่ก็ ไม่สามารถจัดหาเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ( Personal Protection Equipment – PPE ) ที่เหมาะสมมาใช้เพราะผู้ทำการผลิตที่บ้านได้ค่าตอบแทนการทำงานที่ต่ำ หากจะใช้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ผู้ทำการผลิตที่บ้านจะต้องจัดหามาด้วยทุนของตนเอง จึงเป็นการยากเพราะเงินรายได้ที่ได้มานั้นผู้ทำงานต้องนำไปใช้จ่ายในครอบ ครัว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นมากกว่า ผู้ทำการผลิตที่บ้านส่วนใหญ่จึงละเลยที่จะดูแลสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวด ล้อมในการทำงานของตนเอง

ตัวอย่างปัญหา

           สภาพปัญหาสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อมที่เกิดกับผู้ทำการผลิตที่บ้านมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะอาชีพ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1. การทำครกหินและแกะสลักผลิตภัณฑ์หิน
           หินแกรนิตซึ่งอยู่ใต้ดินในป่าจะถูกขุดขึ้นมาโดยใช้เหล็กสกัด ชแลง และค้อนปอนด์หนักประมาณ 2-8 ปอนด์ เจาะ ผ่าและขึ้นหุ่นเป็นก้อนหินน้ำหนัก 5-25 กิโลกรัม จากนั้นจึงขนย้ายมาที่ปากหลุม คัดขนาด และขนย้ายไปที่บ้าน เมื่อต้องการทำผลิตภัณฑ์ก็ขึ้นรูป ตัด กลึง และทำลวดลาย ขั้นตอนสุดท้ายของการทำงานคือการทาสีด้วยน้ำมันวานิชผสมกับสีเคลือบเงาและ น้ำมันเบนซิน
จากลักษณะงานดังกล่าวคนทำงานจะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการ ขุดเจาะ ขนย้าย และระหว่างทำเป็นผลิตภัณฑ์เพราะหินมีน้ำหนักมาก บางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุจากการขนส่ง ในกระบวนการผลิตนั้นเศษหินอาจจะกระเด็นถูกร่างกายและตา การเจาะ ผ่า และขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ผู้ทำงานจะได้รับความสั่นสะเทือน ผุ่นหินที่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้ทำงานมีอาการระคายเคืองในระบบการ หายใจ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคปอด สมรรถภาพการได้ยินลดลงจากการใช้เครื่องกลึง และเครื่องเจียร ขั้นตอนการทาสีก็ก่อให้เกิดการระคายเคืองจาการสัมผัสสารเคมี และการสูดดมไอระเหยของสารเคมีนั้น

 

2. ตัดเย็บเสื้อผ้า
           อันตรายและความเสี่ยงจากงานตัดเย็บเสื้อผ้า คือโรคปอดจากฝุ่นฝ้าย หอบหืด ภูมิแพ้ ผื่นคัน
ปวดเมื่อยตามร่างกายบริเวณหลัง ไหล่ ขา และเอว เมื่อยล้ากล้ามเนื้อตา ความเครียดจาการทำงานแบบรีบเร่ง และอันตรายจากเข็มตำมือ และไฟฟ้าดูด

3. เย็บรองเท้า
           งานเย็บรองเท้ามีขั้นตอนการผลิตที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ผู้ทำงานจะไปรับชิ้นส่วนด้านหน้าของรองเท้า จากโรงงานมาเย็บประกอบ อันตรายและความเสี่ยงจากงานนี้จึงเกิดจากการโดนเข็มตำมือ เมื่อยล้ากล้ามเนื้อตาจากการทำงานในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ รวมทั้งปวดเมื่อยร่างกายจากท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้องและการทำงานที่ต่อ เนื่องเป็นเวลานาน

4. งานประกอบอวน
ผู้ทำงานจะรับอวนที่ผ่านขั้นตอนการทอเสร็จแล้วจากโรงงานมาประกอบที่บ้าน โดยการร้อยเชือก ผูกทุ่น และติดตะกั่วที่ปลายอวน อันตรายและความเสี่ยงจากงานนี้คือการสัมผัสสารตะกั่วเข้าทางบาดแผลหรือรอย ถลอก และใช้มือที่เปื้อนสารตะกั่วไปจับอาหารเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนั้นการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนท่าทางการทำงาน และการยกของหนักจะทำให้ปวดตา และเมื่อยกล้ามเนื้อ ข้อมือ หัวไหล่ หลัง เอว หัวเข่า และขา

5. ทอผ้า
การทอผ้านั้นมีขั้นตอนการทำงานหลายขั้นตอนคือการฟอก การย้อมสี การใส่ฟันหวี และ การทอ อันตรายและความเสี่ยงจากงานจะเกิดในขั้นตอนของการ ฟอก และการย้อมเส้นฝ้าย เส้นไหม ที่ใช้สารและสีเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุตา และผิวหนังระคายเคือง ขั้นตอนการมัดลวดลาย และการใส่ฟันหวี มีการใช้สายตามากจึงทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตา และในผู้ทอผ้าที่ทำงานนาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนท่าทางการทำงานจะมีอาการปวดเมื่อยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ข้อมือ เอว หลัง ไหล่ และขา เป็นต้น

6. งานแกะสลักไม้
           งานแกะสลักไม้เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่กระจายอยู่ทั่วภาคเหนือ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มักเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่นช้าง นก ภาพวิว และภาพลายไทย เป็นต้น ขั้นตอนการผลิตจะประกอบด้วยการเลื่อย และตัดไม้ให้เป็นรูปผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ การแกะสลัก การขัด และการลงสี อันตรายและความเสี่ยงของงานนี้จึงเกิดจากเลื่อยยนต์ ที่ทำให้สมรรถภาพทางการได้ยินลดลง มีเศษไม้กระเด็นเข้าตา มีฝุ่นไม้ที่อาจทำให้เป็นโรคปอด ผู้ทำงานจะสูดดมสารระเหยที่เป็นอันตรายกับสมองจากน้ำมันสน แลกเกอร์ และทินเนอร์ นอกจากนั้นระบบการหายใจ ผิวหนัง และตา อาจมีความระคายเคืองจากสารเคมีดังกล่าว หรือมีความปวดเมื่อยจาการนั่งทำงานนาน ๆ บางครั้งอาจเกิดอุบัติเหตุจากไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าช๊อต เลื่อยยนต์และเครื่องขัดไม้โดนร่างกาย อัคคีภัยจากเศษไม้ กองไม้ หรือสารไวไฟที่นำมาใช้ในการผลิต

 

 

 

7. งานผลิตตุ๊กตา
           งานผลิตตุกตาเป็นงานหัตถกรรมที่ทำกันมากในภาคกลาง โดยทั่วไปลักษณะการทำงานจะประกอบด้วยการสร้างแบบ ตัดเย็บ อัดใยโพลีเอสเตอร์ลงไปในตัวตุ๊กตา จากนั้นจึงตกแต่งชิ้นส่วนภายนอกให้สมบูรณ์ จากลักษณะงานดังกล่างก่อให้เกิดอันตรายและความเสี่ยง จากฝุ่นผ้าและใยโพลีเอสเตอร์ที่ใส่ไปในตัวตุ๊กตา ผู้ที่ได้รับฝุนนี้เป็นระยะเวลานานจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และปอด นอกจากนั้นยังมีปัญหา แสงสว่างที่ไม่เพียงพอ ท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่หยุดพัก อุบัติเหตุจากของมีคมบาด และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น

8. การผลิตเครื่องทองลงหิน
           เครื่องทองลงหินเกิดจากการนำดีบุกและและทองแดงมาหลอมรวมกันจากนั้นจึงนำไป ใส่ในโมลรูปแบบต่าง ๆ เช่น ช้อน กำไล และทัพพี แล้วจึงตกแต่งและขัดเงาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิตภัณฑ์เครื่องทอง ลงหินนี้มีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ผู้ทำงานจะต้องเผชิญกับ สารเคมี ฝุ่นฟูมโลหะ ความร้อน เสียงดัง และท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หากไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและอุบัติเหตุได้

หน่วยงานที่รับผิดชอบ

           ในประเทศไทยปัญหาสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อมของแรงงานได้รับความสนใจจากภาครัฐและ องค์กรพัฒนาเอกชนเป็นอย่างมากหลังจากเกิดโศกนาฎกรรมไฟไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตา เคเดอร์และทำให้คนงานจำนวน 188 คน เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกกว่า 400 คนในปี 2536 หน่วยงานภาครัฐดำเนินนโยบายและแผนงาน โดยการ ทำการศึกษาวิจัยสภาพปัญหา ให้บริการต่าง ๆรวมทั้งออกกฎหมาย เพื่อป้องกันอันตรายและลดความเสี่ยงอันเกิดจากปัญหาสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อม แต่เน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมในระบบเป็นสำคัญ หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านนี้คือ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงแรงงาน
           กระทรวงแรงงานประกาศนโยบายที่จะลดอุบัติเหตุจาการทำงาน 10 % ทุกปีโดยมีหน่วยงาน 3 แห่งคือ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และคณะกรรมการสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยในการทำงาน โดยมีหน้าที่ในการดำเนินงานให้ความรู้ ในการป้องกัน ออกกฎหมาย และตรวจสอบให้มีการปฎิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

กระทรวงสาธารณสุข
           สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรม ต่าง ๆ เช่น การกำหนดมาตรฐานและแนวทางในการให้บริการด้านสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อมของคนงาน รวมทั้งการพัฒนาระบบการเฝ้าระวังปัญหา เป็นต้น

กระทรวงอุตสาหกรรม
           มีบทบาทและหน้าที่ในการให้อนุญาตในการก่อสร้างโรงงาน จึงทำการออกกฎหมาย ควบคุมและตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมายโรงงาน รวมทั้ง กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องจักร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักปลัดกระทรวงฯ เป็นต้น

องค์กรพัฒนาเอกชน
           สำหรับองค์กรพัฒนาเอกชนที่รณรงค์ปัญหาสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อม ของแรงงานยังมีน้อยมาก องค์กรที่รู้จักกันดีในการรณรงค์ปัญหานี้ของแรงงานในระบบคือสภาผู้ป่วยจาก การทำงาน สำหรับของแรงงานนอกระบบโดยเฉพาะผู้ทำการผลิตที่บ้านคือมูลนิธิเพื่อการพัฒนา แรงงานและอาชีพ

บทสรุป

           ถึงแม้จะได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่าปัญหาสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นปัญหาอยู่ในระดับต้นของผู้ทำ การผลิตที่บ้านในประเทศไทย แต่เมื่อพิจารณาผลการสำรวจเรื่องความช่วยเหลือที่ผู้รับงานต้องการพบว่า ผู้รับงานร้อยละ 34.9 ต้องการให้หางานให้ทำอย่างต่อเนื่อง รองลงมาร้อยละ 30.6 ต้องการให้คุ้มครองเรื่องอัตราค่าตอบแทน และร้อยละ 23.7 ต้องการให้หาแหล่งเงินทุนให้ นอกจากนี้ยังมีความต้องการให้สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่ม จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดจนการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะฝีมือในการทำงาน มีเพียงร้อยละ 7.4 เท่านั้นที่ต้องการให้มีการแนะนำความรู้ด้านสุขภาพเพื่อให้สามารถปฎิบัต ิตนและปฎิบัติงานได้อย่างปลอดภัย จึงอาจจะกล่าวได้ว่าความตระหนักในเรื่องสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงาน และสิ่งแวดล้อมของผู้ทำการผลิตที่บ้านนั้นมีน้อยกว่าความต้องการการมีงานทำ และมีรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงค์ชีวิต แต่ในทางการปฎิบัตินั้นปัญหาสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงาน และสิ่งแวดล้อมของผู้ทำการผลิตที่บ้านเป็นปัญหาที่ไม่อาจละเลยไปได้ เพราะผู้ที่ทำการผลิตที่บ้านโดยส่วนใหญ่ 80 เปอร์เซนต์เป็นสตรีซึ่งจะต้องมีบทบาทสำคัญในการดำรงค์เผ่าพันธ์และดูแลบุตร ถ้าสตรีเหล่านี้มีสุขภาพที่ไม่ดี เด็กที่จะเติบโตไปในอนาคต จะสามารถเป็นความหวังที่ดีของสังคมได้อย่างไร ด้วยความตระหนักในปัญหานี้องค์การแรงงานระหว่างประเทศจึงได้กำหนดมาตรการและ กลไกในการคุ้มครองด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของผู้รับงานไปทำที่ บ้านไว้เป็นสาระสำคัญข้อหนึ่งในอนุสัญญาฉบับที่177 ว่าด้วยการรับงานไปทำที่บ้าน ปัญหาเรื่อง สุขภาพอนามัยความปลอดภัยในการทำงาน และสิ่งแวดล้อม ของผู้รับงานไปทำที่บ้านจึงเป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งที่ผู้ที่มีบทบาทเกี่ยว ข้องในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานเหล่านี้จะต้องให้ความสำคัญในการรณงค์ เพื่อสร้างตวามตระหนักในหมู่คนทำงาน รวมทั้งการหาแนวทางการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน

 


มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (มรอ.)
677/6 ซ.ลาดพร้าว 5/1 ถ.ลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 02-5139242 แฟกซ์ : 02-5138959 อีเมลล์ : center@homenetthailand.org

Foundation for Labour and Employment Promotion
677/6 Ladphrao 5/1 Ladphrao Road, Chomphon, Chatujak, Bangkok 10900
Telephone: 02-5139242, Fax: 02-5138959 email: center@homenetthailand.org