รายการหลัก


Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

ภาพกิจกรรมต่างๆ


Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

Share

Poster


Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

Warning: Creating default object from empty value in /home/thhomenet/domains/homenetthailand.org/public_html/modules/mod_random_image/helper.php on line 85

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

Free Web Counters
หน้าแรก กฎหมายและนโยบายสาธารณะ สุขภาพและความปลอดภัย นโยบายโดยย่อ : หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
  • Thai (ภาษาไทย)
  • English (United Kingdom)
Facebook Image
นโยบายโดยย่อ : หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

 

ทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

แก้ปัญหาแรงงานนอกระบบได้จริง

 ประเทศไทยเริ่มนำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2545 โดยอาศัยหลักคิดที่ว่า รัฐมีหน้าที่ต้องนำภาษีอากรที่จัดเก็บมาได้ไปจัดสรรเป็นกองทุนหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติเพื่อรับประกันว่าคนไทยทุกคนจะมีโอกาสเข้าถึงบริการด้าน สุขภาพได้ ถึงแม้ว่าแรงงานนอกระบบจำนวนมากจะได้รับประโยชน์จากระบบดังกล่าว แต่แรงงานเหล่านี้ก็ยังคงมีปัญหาด้านสุขภาพอันเนื่องมาจากขาดการเอาใจใส่ ดูแลและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่มาจากความเสี่ยงในเรื่องความไม่ปลอดภัยในการ ทำงานและโรคจากการประกอบอาชีพ เมื่อดูจากระบบการให้บริการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แล้ว จึงเห็นได้ว่ายังมีประเด็นที่ต้องแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหา เรื้อรังด้านสุขภาพของแรงงานนอกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ 

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า :
จุดเปลี่ยนของการให้สวัสดิการรักษาพยาบาลของไทย

 ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยให้การรักษาพยาบาลและบริการทางการแพทย์ในฐานะส่วน หนึ่งของสวัสดิการสังคมแก่ผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระบบประกันสังคมที่เน้นการให้สวัสดิการแก่ผู้ใช้แรงงานหรือลูกจ้างของภาค เอกชน ระบบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว โครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาลสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและ โครงการบัตรสุขภาพซึ่งผู้สนใจจะต้องซื้อบัตรสุขภาพในราคา 500 บาทต่อปี สำหรับการรักษาพยาบาลตนเองและครอบครัว การบริการสุขภาพภายใต้ระบบประกัน สังคม และสวัสดิการของข้าราชการ ดำเนินงานไปได้ด้วยดี แต่โครงการให้บริการด้านสุขภาพสำหรับผู้อยู่นอกระบบทั้งสองที่กล่าวมาต้อง ประสบปัญหา เช่น การเลือกปฏิบัติและให้บริการอย่างไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ ใช้บริการบัตรสุขภาพและสมาชิกโครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล ปัญหาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าระบบการประกันสุขภาพของประเทศไทยจำเป็นต้องได้ รับการปฏิรูป ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งครอบคลุมประชาชนไทย ทุกคนอย่างทั่วถึงเป็นธรรมและเท่าเทียม การให้บริการดูแลสุขภาพจึงไม่ควรถือเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในฐานะที่เกิดมาเป็นพลเมืองของประเทศไทย

เพื่อให้เป็นไปตามแนวคิดข้างต้น กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขนำโดยนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ จึงได้ริเริ่มและร่วมกันผลักดันให้มีการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับประชาชนไทย โดยในปี 2540 มีการร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพเป็นครั้งแรก มีองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน 11 เครือข่ายช่วยกันรณรงค์ผลักดัน และตั้งแต่ช่วงกลางปี 2543 เมื่อสมาชิกเครือข่ายและประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้ามากขึ้น จึงได้มีการร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของภาคประชาชนขึ้น โดยมีประชาชน 60,000 คนลงชื่อให้การสนับสนุนให้ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ แต่ในระหว่างที่รอให้สำนักงานรัฐสภาตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อประชาชนที่ ส่งไปนั้น ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยระบบสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรก็ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาออกมา ทั้งนี้ ทักษิณ ชินวัตรหัวหน้าพรรคไทยรักไทยผู้เป็นเจ้าของนโยบายประชานิยม ได้นำแนวคิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งบุคลากรของวงการสาธารณสุขและ เครือข่ายภาคประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม ไปประยุกต์ให้กลายเป็นนโยบายของพรรคตนเองและใช้ชื่อว่า “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” และนำไปใช้หาเสียงจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2544 หลังจากนั้น ด้วยกรอบแนวคิดของภาคประชาชนนี้เองที่รัฐบาลใช้ผลักดันให้รัฐสภาผ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ออกมาในเดือนพฤศจิกายน 2545 และตามกฎหมายนั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ได้รับมอบอำนาจให้ทำหน้าที่จัดสวัสดิการด้านสุขภาพของรัฐให้แก่ประชาชนไทย ทุกคน ซึ่งภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ ภาคประชาชนได้รับประโยชน์อย่างมากจึงได้ใช้นโยบายนี้กันต่อมา และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 รัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ได้ยกเลิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่เปิดให้ประชาชนใช้บริการรักษาพยาบาลฟรี

ถือได้ว่าระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวคิดการให้สวัสดิการด้านการดูแล สุขภาพของรัฐไทย เพราะในระบบดังกล่าวนี้ รัฐจะนำเงินภาษีอากรที่จัดเก็บมาได้ไปใช้ทำประกันสุขภาพให้แก่ประชาชนทุกคน การเก็บภาษีจะขึ้นอยู่กับรายได้หรือฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคนแต่ละครอบครัว ใครมีรายได้มากก็เสียภาษีมาก ใครมีรายได้น้อยก็เสียภาษีน้อย

 

 “การจัดให้มีบริการของระบบนี้คือการให้ความยุติธรรมทางสังคมขั้นพื้นฐานรูปแบบหนึ่ง ที่หลายประเทศทั่วโลกได้นำไปปฏิบัติกันอยู่แล้ว ในทุกๆกรณี กว่าจะได้ระบบนี้มา ภาคประชาชนในประเทศนั้นๆ ต้องลงแรงทำการรณรงค์ เรียกร้องและผลักดันกันอย่างหนักและยาวนานมาก”
วุฒิสมาชิกจอน อึ๊งภากรณ์

11 องค์กรที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้แก่

1. เครือข่ายองค์กรผู้ติดเชื้อเอดส์
2. เครือข่ายผู้พิการ
3. เครือข่ายผู้หญิง
4. เครือข่ายเกษตรทางเลือก
5. เครือข่ายชุมชนแออัด
6. เครือข่ายผู้บริโภค
7. เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน
8. เครือข่ายแรงงานนอกระบบ
9. เครือข่ายเด็กและเยาวชน
10. เครือข่ายผู้สูงอายุ
11. เครือข่ายชนกลุ่มน้อย

 
 
 

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ผลแต่ยังต้องปรับปรุง

สปสช. พยายามอย่างมากที่จะให้บริการด้านการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนไทยอย่างมี ประสิทธิภาพและส่งเสริมให้ประชาชนใช้สิทธินี้จนถึงปัจจุบัน มีผู้เข้าร่วมในโครงการนี้เพิ่มขึ้นจาก 46 ล้านคนในปี 2546 เป็น 47 ล้านคนในปี 2552 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรายหัวก็เพิ่มขึ้นจาก 1,202 บาท ในปี 2546 เป็น 2,202 บาท ในปี 2552 (ดูตารางที่ 1)

 ตารางที่ 1: งบประมาณที่จัดสรรให้แก่โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าระหว่างปี 2546-255

ปี

ค่าใช้ จ่ายรายหัว(บาท)

จำนวนประชาชน ที่ครอบคลุมต่อปี (ล้านคน)

งบประมาณสำหรับโครงการ (พันล้านบาท)

งบประมาณรัฐบาล (พันล้านบาท)

จีดีพี
(พันล้านบาท)

ร้อยละของงบประมาณต่อรายจ่ายประจำปี

ร้อยละของงบประมาณต่อจีดีพี

2546

1,202.4

46.0

56.1

999.9

5,917.4

5.6%

0.9%

2547

1,308.5

46.8

61.2

1,163.5

6,489.5

5.3%

0.9%

2548

1,396.3

47.0

67.5

1,250.0

7,092.9

5.4%

1.0%

2549

1,659.2

47.8

82.0

1,360.0

7,841.3

6.0%

1.0%

2550

2,089.2

46.1

91.4

1,566.2

8,493.3

5.8%

1.1%

2551

2,100.0

46.5

102.0

1,660.0

 

6.1%

 

2552

2,202.0

47.0

105.9

1,835.0

 

5.8%

 

 ที่มา: สปสช., สำนักงบประมาณและคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตัวเลขของปีต่างๆ ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการ

เนื่องจากเป็นการปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลของประเทศ การดำเนินงานให้บริการในช่วงแรกของโครงการนี้จึงพบอุปสรรคสำคัญดังต่อไปนี้

  1. สถานพยาบาลจำเป็นต้องได้รับงบประมาณเพิ่มเพื่อการบริหารงาน
  2. ผู้รับบริการพบปัญหาเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการรักษาพยาบาล
  3. ปัญหาของระบบการส่งตัวผู้ป่วยจากหน่วยบริการระดับปฐมภูมิไปยังหน่วยบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ
  4. บุคลากร ทางการแพทย์ลาออกจากงานมากขึ้นเพราะความเหนื่อยล้า ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน รวมทั้งมีความรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพของตน และ
  5. คนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้แก่ ผู้ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยบริเวณเขตชายแดน กลุ่มเด็กเร่ร่อนและกลุ่มคนชรา

สปสช. จัดการแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคผ่าน ทาง “กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น” และสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการกำหนดว่าคณะกรรมการบริหารหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติจะต้องประกอบด้วยตัวแทนจำนวน 5 คน ซึ่งได้รับเลือกมาจากเครือข่ายภาคประชาชน 9 ด้าน ( เกษตร แรงงาน ชุมชนแออัด ผู้หญิง ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน คนพิการหรือผู้ป่วยจิตเวช ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และชนกลุ่มน้อย ) ให้เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พร้อมกันนี้ ก็มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนขึ้นในปี 2547 มีจำนวน 101 ศูนย์ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัด

โดย รวมแล้ว โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้คนไทยส่วนใหญ่ประมาณ 47 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อยที่รวมไปถึงผู้ที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจนอก ระบบ มีสิทธิเข้าถึงบริการต่างๆ ของโครงการได้

 

แรงงานนอกระบบกับการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

สำหรับ แรงงานนอกระบบที่ทำการผลิตอยู่ที่บ้านหรือในชุมชนในฐานะผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งทำการผลิตเองขายเอง หรือผู้รับเหมาช่วงงานผลิตไปทำที่บ้านโดยดัดแปลงบ้านและที่อยู่อาศัยเป็น สถานที่ทำงาน มักมีปัญหาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม เพราะสถานที่ คับแคบ อากาศไม่ถ่ายเท เครื่องจักรและอุปกรณ์การทำงานล้าสมัย ชำรุดเสียหายได้ง่ายและเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากได้ค่าแรงต่ำ ผู้รับงานไปทำที่บ้านเหล่านี้จึงต้องทำงานนานหลายชั่วโมง ทำให้มีเวลาพักผ่อนจำกัด ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าและปวดเมื่อยเนื้อตัว นอกจากนี้ พวกเขายังเสี่ยงที่จะต้องสัมผัสหรือสูดดมสารพิษและสารเคมีอันตรายในระหว่าง ทำการผลิตและอาจเป็นโรคจากการทำงานด้วย ที่สำคัญก็คือ เด็กหรือสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาอาจได้รับอันตรายไปด้วย โดยไม่รู้ตัวเมื่อต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แบบนั้น

 

 ถึงแม้ว่าแรงงานนอกระบบจะสามารถใช้สิทธิเข้าถึงบริการด้านสุขภาพตามโครงการ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ แต่บริการเหล่านี้ก็ยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพและความเสี่ยงจากการปฏิบัติ งานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเจ็บป่วยซึ่งเป็นผลมาจากอุบัติเหตุและโรคภัยจากการทำงานของแรงงานนอก ระบบได้อย่างที่ควร โดยปกติ จะไม่มีการตรวจสอบประวัติการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยความเสี่ยง ของการเจ็บป่วย ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะบุคลาการด้านสาธารณสุขประจำหน่วยบริการระดับปฐม ภูมิขาดความรู้ ความเข้าใจและทักษะในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาชีวะอนามัย ในเมื่อไม่มีการวินิจฉัยความเจ็บป่วยว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงาน ก็ไม่มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลของรัฐในสังกัดระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวะอนามัยอยู่ ดังนั้น อาการเจ็บป่วยจึงยังคงเรื้อรังและไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด

ในทางปฏิบัติอาจจะถือได้ว่าโครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของหน่วย บริการระดับปฐมภูมิเป็นการตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐานที่จะกระตุ้นให้ประชาชนดูแล เอาใจใส่สุขภาพของตนเอง แต่สำหรับแรงงานนอกระบบแล้ว ไม่มีบริการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงของการทำงานให้เลย อย่างเช่น กลุ่มแรงงานซึ่งทำงานทอผ้ามักเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึ่งมาจากฝุ่นละอองและไอ ระเหยของสีเคมีในระหว่างการผลิต และปวดตาเนื่องจากต้องเพ่งสายตามากเพราะแสงสว่างไม่เพียงพอ เป็นต้น ดังนั้นการดูแลและป้องกันปัญหาด้านสุขภาพจึงจำเป็นต้องมีบริการตรวจสุขภาพ ตามความเสี่ยงของการทำงานให้แก่แรงงานนอกระบบด้วย 

ทั้งๆ ที่ สปสช. พยายามส่งเสริมหน่วยบริการระดับปฐมภูมิและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน พื้นที่ให้มีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพของคนในชุมชนให้มีสุขภาพที่ดี แต่ปรากฏว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มักจะไม่รู้จักว่าแรงงานนอกระบบเป็น ใคร และที่จริงแล้วองค์กรเหล่านี้ไม่เคยได้เก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหารุนแรงด้านสุขภาพซึ่งแรงงานนอกระบบประสบอยู่เอาไว้เลย

นอกจากนี้ แรงงานนอกระบบที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองนั้นโดยมากจะเป็นผู้ที่อพยพจากต่าง จังหวัดเข้ามาทำงานในเมืองและทิ้งเอกสารสำคัญเอาไว้ที่บ้านเดิม จึงมักทำให้การรับบริการทางการแพทย์และการส่งตัวผู้ป่วยทำได้ยาก แม้ว่าจะมีศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประเด็นแรงงานนอกระบบ ทำหน้าที่เผยแพร่สิทธิของแรงงานอกระบบและรับเรื่องราวร้องทุกข์ต่างๆ แต่ปัจจุบันทั่วทั้งประเทศ มีศูนย์ที่ว่านี้อยู่เพียง 9 แห่งเท่านั้น

ข้อเสนอแนะ

 เพื่อ เป็นหลักประกันว่าแรงงานนอกระบบจะได้รับการรักษาพยาบาลและบริการด้านสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องเหมาะสมกับปัญหาสุขภาพที่พวกเขาประสบอยู่ สปสช. จึงน่าจะพิจารณานำข้อเสนอแนะต่อไปนี้ไปปฏิบัติ

  1. รับประกันการมี ส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนด้วยการแต่งตั้งตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ทั้ง 9 ด้าน ให้เป็นกรรมการของศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด
  2. รับประกัน การมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชน 9 ด้านในกองทุนสุขภาพท้องถิ่น โดยแต่งตั้งตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นสมาชิกของกองทุน
  3. พัฒนา ระบบบริการสาธารณสุขให้มีมิติด้านอาชีวะอนามัย โดยเฉพาะในหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยคำนึงถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพอันเนื่องจากการทำงาน ทั้งในการให้บริการรักษาพยาบาลกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยเน้นการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเรื่องสุขภาพความปลอดภัย ทำกิจกรรมกับกลุ่มอาชีพต่างๆ เพื่อให้กลุ่มเหล่านั้นสามารถประเมินสุขภาพตนเอง รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิตและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัย และสามารถเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพและความเสี่ยงอันตรายอันเนื่อง มาจากการทำงานได้ด้วย
  4. ให้ความสำคัญของการมีศูนย์ประเด็นแรงงานนอกระบบ
  5. จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปี ตามความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพของแรงงานนอกระบบ

 เอกสารอ้างอิง

  • สงวน นิตยารัมภ์พงศ์, บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, กรุงเทพฯ: มติชน, 2548
  • รศ.นพ.จิรุฒม์ ศรีรัตนบัลล์, ข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, นนทบุรี: สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย, 2549
 รายงานนี้เขียนโดยบุญสม น้ำสมบูรณ์และพูลทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธ์ จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ทั้งการวิจัย การเขียนและการเผยแพร่รายงานชิ้นนี้ ล้วนได้รับการสนับสนุนจาก Social Protection in Asia (SPA) Policy Research และ Network Building Program ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสถาบันเพื่อการพัฒนามนุษย์ (Institute for Human Development) และ สถาบันศึกษาการพัฒนา (Institute of Development Studies) ของมหาวิทยาลัยซัสเซ็กส์ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิฟอร์ดและศูนย์วิจัยการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Research Center) โครงการนี้บริหารจัดการโดยสถาบันเพื่อการพัฒนามนุษย์แห่งกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียและสถาบันศึกษาการพัฒนาแห่งเมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าไปที่เว็บไซต์: www.socialprotectionasia.org หรือส่งอีเมลขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (มรอ.)
677/6 ซ.ลาดพร้าว 5/1 ถ.ลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 02-5139242 แฟกซ์ : 02-5138959 อีเมลล์ : center@homenetthailand.org

Foundation for Labour and Employment Promotion
677/6 Ladphrao 5/1 Ladphrao Road, Chomphon, Chatujak, Bangkok 10900
Telephone: 02-5139242, Fax: 02-5138959 email: center@homenetthailand.org